กรมสวัสดิการแรงงาน ย้ำ!กฎกระทรวงฉบับ 15 คุ้มครองลูกจ้างทำงานบ้าน ลุ้นเข้าถึงประกันสังคม ม.33
เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน เครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทย (NTDW) องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) มูลนิธิความร่วมมือเพื่อต้านการค้าหญิง (GAATW) มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ (Homenet Thailand) ร่วมกันจัดงานเฉลิมฉลองวันลูกจ้างทำงานบ้านสากล (International Domestic Workers Day 2024) ภายใต้หัวข้อ เราดูแล แล้วใครดูแลเรา “Women are care workers. Who cares for them?” ที่โรงแรมเซ็นจูรี ปาร์ค กรุงเทพมหานคร โดยภายในงานมีกิจกรรมการให้ความรู้กฎกระทรวงแรงงาน ฉบับที่ 15 (พ.ศ.2567) อีกทั้ง เครือข่ายฯ และตัวแทนลูกจ้างทำงานบ้าน ได้ร่วมประกาศเจตนารมณ์ ระบุว่าทั่วโลกมีผู้หญิงที่ทำงานดูแลประมาณ 215 ล้านคน ในจำนวนนี้มีลูกจ้างทำงานบ้านประมาณ 70 ล้านคน และมีผู้หญิงเกือบทั่วโลกที่ทำงานดูแลโดยไม่ได้รับค่าจ้าง จึงต้องการสวัสดิการเพื่อคุ้มครองความเป็นมารดา และหลักประกันสังคมอื่นๆ แบบถ้วนหน้า

น.ส.กัญญภา ประสพสุข ประธานเครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านฯ กล่าวว่า ลูกจ้างทำงานบ้านมีวันนี้ได้เพราะไอแอลโอลงมติในอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 189 ว่าด้วยงานที่มีคุณค่าสำหรับลูกจ้างทำงานบ้าน เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2554 จึงเป็นจุดเริ่มต้นของวันลูกจ้างทำงานบ้านสากล อย่างไรก็ตาม จะต้องทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายเพื่อให้มีพลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
นางพวงทอง โชคบุญเจริญ ผู้อำนวยการกลุ่มงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการคุ้มครองแรงงานนอกระบบ กองคุ้มครองแรงงานนอกระบบ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน กล่าวบรรยายเรื่องกฎกระทรวงฉบับที่ 15 (พ.ศ.2567) ว่า กฎกระทรวงดังกล่าวออกตามความในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เนื่องจากกฎกระทรวงฉบับที่ 14 ยังไม่ครอบคลุมการดูแลลูกจ้างทำงานบ้านให้เท่าเทียมมาตรฐานสากล จึงมีการหารือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผู้เกี่ยวข้อง
“โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา มีการประชุมรับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายจนคลอดเป็นกฎกระทรวงมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งกระทรวงแรงงานมอบให้เป็นของขวัญสำหรับพี่น้องลูกจ้างทำงานบ้านทุกคน” นางพวงทอง กล่าวและว่า ลูกจ้างทำงานบ้าน หมายถึง คนไทย คนข้ามชาติ ทั้งหญิงและชายที่ทำงานในบ้าน หรือตามที่ได้รับมอบหมาย เช่น ทำความสะอาด ทำอาหาร ทำกับข้าว เลี้ยงเด็ก ดูแลผู้สูงอายุ ดูแลคนป่วย ดูแลสัตว์เลี้ยง ทำสวน คนขับรถ เป็นต้น โดยการทำงานดังกล่าวต้องทำเพื่อครอบครัวหรือครัวเรือนของนายจ้างเท่านั้น ไม่รวมถึงกรณีที่ทำงานอันมีลักษณะอันเป็นการประกอบธุรกิจของนายจ้างรวมอยู่ด้วย
นางพวงทอง กล่าวถึงกฎกระทรวงฉบับที่ 15 ว่า เพิ่มความคุ้มครองลูกจ้างทำงานบ้านใน 11 เรื่อง ได้แก่ 1.ลูกจ้างทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน แล้วแต่ตกลงกับนายจ้างว่าเริ่มและหยุดกี่โมง 2.เวลาพักไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง 3.การตกลงนำงานไปทำที่บ้านหรือทำงานผ่านเทคโนโลยี ทำให้ลูกจ้างสามารถทำงานที่บ้านหรือสถานที่อื่นก็ได้ 4.ลากิจธุระอันจำเป็นได้ปีละ 3 วัน 5.ให้แจ้งการจ้างและแจ้งสิ้นสุดการจ้างเด็ก 6.กรณีอายุไม่ถึง 18 ปี เด็กสามารถลาฝึกอบรมปีหนึ่งไม่เกิน 30 วัน โดยได้รับค่าจ้าง 7.ห้ามหักค่าจ้างโอที ค่าทำงานวันหยุด โอทีวันหยุด 8.มีการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เช่น ถ้ารัฐบาลกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาท ลูกจ้างก็ต้องได้รับค่าจ้างเฉลี่ยวันละ 400 บาทด้วย นอกจากนั้น ยังเพิ่มการคุ้มครองแรงงาน โดยเฉพาะการใช้แรงงานหญิง คือ 9.ห้ามลูกจ้างหญิงมีครรภ์ ทำงานเวลา 22.00-06.00 น.ทำงานล่วงเวลา หรือทำงานในวันหยุด 10.ลาคลอดบุตรได้ 98 วัน ได้รับค่าจ้างไม่เกิน 45 วัน 11.ห้ามเลิกจ้างเพราะเหตุมีครรภ์ หากนายจ้างฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีทันที
“อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ให้ความคุ้มครองลูกจ้างอยู่แล้ว คือ ในเรื่องการใช้แรงงานทั่วไป คือ ต้องไม่เลือกปฏิบัติ คุ้มครองทั้งชายหญิงเท่าเทียมตั้งแต่แรก ซึ่งการใช้แรงงานทั่วไป มีข้อกำหนดในการห้ามเรียกหรือรับหลักประกันการทำงาน ให้ปฏิบัติต่อลูกจ้างชายและหญิงโดยเท่าเทียม ห้ามล่วงเกินหรือคุกคามทางเพศ ที่ผ่านมา มีข่าวลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก กฎหมายพยายามจะพัฒนาให้มีการแจ้งกับเจ้าหน้าที่หรือพนักงานตรวจแรงงาน และขอเตือนลูกจ้างให้ต้องแจ้งหากถูกละเมิด รวมทั้งให้มีการบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนเลิกจ้าง ลูกจ้างมีวันหยุดประจำสัปดาห์ 1 วันต่อสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี 13 วันต่อปี รวมวันแรงงานแห่งชาติ มีวันหยุดพักผ่อนประจำปี 6 วัน ลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง และได้รับค่าจ้างไม่เกิน 30 วัน หากลูกจ้างไม่ได้รับสิทธิ์เหล่านี้ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่หรือพนักงานตรวจแรงงานทันที” นางพวงทอง กล่าว

นอกจากนี้ นางพวงทอง กล่าวว่า ในประเด็นการใช้แรงงานเด็ก ห้ามจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เป็นลูกจ้าง ห้ามเรียกหรือรับหลักประกันลูกจ้างเด็ก ห้ามจ่ายค่าจ้างลูกจ้างเด็กให้แก่บุคคลอื่น หากนายจ้างฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 1-8 แสนบาท หรือจำคุกตั้งแต่ 1-2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับแล้วแต่กรณี ดังนั้นลูกจ้างจึงต้องระมัดระวังในกรณีที่อยากให้ลูกทำงาน
“สำหรับประเด็นการจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดนั้น กำหนดค่าจ้างลูกจ้างชายและหญิงเท่าเทียมกัน จ่ายค่าจ้างเป็นเงินตราไทย ณ สถานที่ทำงานของลูกจ้าง ให้จ่ายค่าจ้างในวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี ให้จ่ายค่าทำงานในวันหยุดไม่น้อยกว่า 1 เท่า ของค่าจ้างในวันทำงาน ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้ถูกต้องและตามกำหนด และสิทธิในการยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ กสร.จะได้รับคำร้องในการจ่ายค่าจ้างไม่ครบ หรือไม่จ่ายค่าจ้างจำนวนมาก ทำให้ลูกจ้างต้องไปร้องเรียนเอง” นางพวงทอง กล่าวและว่า สำหรับบทลงโทษ ถ้าทำงานแล้วไม่ได้รับการปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎหมาย ลูกจ้างสามารถยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน หากนายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ต้องระวางโทษปรับหรือจำคุก หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือปรับเป็นพินัยแล้วแต่กรณี โดยสามารถร้องเรียนได้ในจังหวัดที่ทำงานอยู่ หรือเว็บไซต์กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ส่วนคำถามว่าสามารถขยายประกันสังคมมาตรา 33 ครอบคลุมลูกจ้างทำงานบ้านได้หรือไม่นั้น ทราบว่าสำนักงานประกันสังคม (สปส.) อยู่ระหว่างการพิจารณา แต่ในระหว่างนี้ให้ใช้ประกันสังคมมาตรา 40 ไปก่อน
ขณะที่ น.ส.กัญญารัตน์ ปัญญา เลขาธิการเครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อกระทรวงแรงงานยืนยันว่า สปส.อยู่ระหว่างพิจารณาเรื่องการขยายสิทธิประกันสังคม มาตรา 33 ครอบคลุมลูกจ้างทำงานบ้าน เชื่อว่าต้นปี 2568 อาจได้รับเป็นของขวัญปีใหม่
น.ส.ชลธิชา ตั้งวรมงคล ผู้ประสานงานไอแอลโอ กล่าวว่า เมื่อมีกฎหมายออกมาแล้ว ทุกคนควรใช้สิทธิ์ที่มีตามกฎหมายด้วย

