อึ้ง! ไทย 17 ใน 100 คน ป่วย ‘ไตเรื้อรัง’ แพทย์แนะป้องกันก่อนสายเกินแก้ กลุ่มเสี่ยงควรตรวจสุขภาพปีละ 2 ครั้ง
เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน นพ.ปรัชญา พุมอุทัยวิรัตน์ แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคไต โรงพยาบาล (รพ.) จุฬาภรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ของการเจ็บป่วยด้วยโรคไต ว่า โรคไตแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มโรคไตวายเฉียบพลัน ซึ่งจะไม่ค่อยมีปัญหาในการดูแลรักษายาว เนื่องจากเป็นเหตุเฉียบพลัน เมื่อได้รับการรักษาแล้วก็สามารถกลับมาเป็นปกติได้ และ กลุ่มโรคไตเรื้อรัง ซึ่งเป็นปัญหาทางสาธารณสุขในระดับโลก สาเหตุเกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของไตลดลงต่ำกว่าร้อยละ 60 ติดต่อกันมากว่า 3 เดือน ซึ่งจะตามมาด้วยปัญหาไตเสื่อมระยะสุดท้าย ที่จะต้องเข้ารับการบำบัดทดแทนไตในที่สุด ทั้งนี้ อุบัติการณ์เกิดโรคไตเรื้อรังในคนไทย ราวร้อยละ 17 หรือในประชากร 100 คน จะมีคนป่วยเป็นไตเรื้อรังถึง 17 คน ถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก สาเหตุหลักของการเกิดโรคไตเรื้อรังมี 3 ประการ คือ ร้อยละ 40 เกิดจากการป่วยเป็นโรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ ร้อยละ 30 เกิดในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรับประทานอาหาร โดยเฉพาะรสชาติเค็มจัด ร้อยละ 10 เกิดจากการใช้ยาแก้ปวดกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ การใช้ยาต้ม ยาหม้อ ยาสมุนไพร และ ร้อยละ 20 เกิดจากภาวะไตอักเสบ โดยผู้ป่วยจำเป็นต้องตรวจร่างกายโดยการเจาะชิ้นเนื้อไตไปตรวจหาสาเหตุ
นพ.ปรัชญา กล่าวถึงอาการของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ว่า จะแบ่งออกเป็น 5 ระยะ โรคไตเรื้อรังระยะที่ 1 ไตยังทำงานปกติ แต่ตรวจพบความปกติของไต เช่น พบโปรตีนรั่วในปัสสาวะ หรือ พบเม็ดเลือดขาวเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ ระยะที่ 2 ไตทำงานเหลือร้อยละ 60-90 หรือไตเรื้อรังระยะเริ่มต้น ระยะที่ 3 ไตทำงานเหลือร้อยละ 30-60 หรือไตเรื้อรังระยะปานกลาง ระยะที่ 4 ไตทำงานเหลือร้อยละ 15-30 หรือไตเรื้อรังรุนแรง และระยะที่ 5 ไตทำงานเหลือน้อยกว่าร้อยละ 15 ซึ่งเป็นไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายจำเป็นต้องเข้ารับการบำบัดทดแทนไต ไม่ว่าจะเป็นวิธีการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม การล้างไตทางช่องท้อง และการปลูกถ่ายไต
“ข้อมูลในประเทศไทย พบว่ามีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังสะสม 8 ล้านคน ในจำนวนนี้มีผู้ที่ต้องบำบัดทดแทนไตมีสูงถึง 30,000 คน เมื่อไรก็ตามที่เกิดไตวายระยะสุดท้าย จะมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าคนทั่วไป เพราะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเส้นเลือดในสมองแตกมากกว่าคนปกติ รวมถึงคุณภาพชีวิตที่แย่ลง” นพ.ปรัชญา กล่าว
แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคไต รพ.จุฬาภรณ์ กล่าวต่อไปว่า ส่วนใหญ่โรคไตเรื้อรังจะพบมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น ผู้สูงอายุจึงมีความเสี่ยงมากกว่า แต่ข้อมูลช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ก็เริ่มพบผู้ป่วยมากขึ้นในกลุ่มผู้ที่อายุต่ำกว่า 60 ปี เนื่องจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต การรับประทานอาหารเกิดความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคไตมากขึ้น ขณะที่ โรคไตในระยะแรกมักจะไม่มีอาการแสดง แต่สามารถตรวจพบได้จากการตรวจสุขภาพประจำปี โดยการเจาะเลือดที่จะดูจากค่าครีเอตินีน (Creatinine) แล้วไปคำนวณเพื่อให้ได้การวัดค่าประมาณอัตราการกรองของไต (eGFR) ยิ่งค่าสูง แสดงว่าการทำงานของไตยิ่งดี แต่ถ้าต่ำกว่า 60 ติดต่อกัน 3 เดือน อาจวินิจฉัยได้ว่าค่าไตของผู้ป่วยรายนั้นมีการทำงานผิดปกติ และการตรวจปัสสาวะเพื่อดูว่ามีโปรตีนรั่วปนมาหรือไม่ นั่นจะเป็นสัญญาณเบื้องต้นของความเสี่ยงเป็นโรคไต
“สำหรับผู้ที่ป่วยโรคไตเรื้อรังมักจะแสดงอาการในระยะที่ 4 หรือ 5 เช่น อาการบวมน้ำ เนื่องจากร่างกายไม่สามารถขับน้ำออกมาได้ตามปกติ ส่วนใหญ่จะเป็นอาการขาบวม กดแล้วมีรอยบุ๋ม บางรายมีเปลือกตาบวมมากขึ้น ท้องโตขึ้นเพราะมีน้ำอยู่นอกหลอดเลือดมาก ไปจนถึงการเกิดภาวะซีด ซึ่งผู้ป่วยมักจะไปพบแพทย์ด้วยอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย” นพ.ปรัชญา กล่าวและว่า ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ การป้องกันไม่ให้เกิดโรคไต เพราะเมื่อไรที่ป่วยแล้ว จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยสามารถปรับพฤติกรรมได้ ดังนี้ 1.จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตด้วยการเลี่ยงอาหารรสชาติจัด ทั้งหวาน มัน และเค็ม 2.หน่วยไตมีหน้าที่ขับน้ำส่วนเกินและแลกเปลี่ยนของเสียออกมาทางปัสสาวะ ถ้าเมื่อไรที่ดื่มน้ำน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ ก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดเป็นโรคไตได้มากขึ้น จึงต้องดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว หรือประมาณ 2 ลิตร 3.ควบคุมน้ำหนัก เพราะผู้ที่มีน้ำหนักเกิน มักจะมีความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และจะส่งผลให้เกิดโรคไตในอนาคตได้ 4.ออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ 5.งดสูบบุหรี่ เพราะเป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดทั่วร่างกาย ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะไตเรื้อรังได้เช่นกัน และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ควรดื่มให้น้อย และ 6.ควรตรวจสุขภาพประจำปีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ในกลุ่มผู้ที่อายุเกิน 35 ปี แต่ยังไม่มีโรคประจำตัว และตรวจอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยง ได้แก่ ผู้มีภาวะความดันโลหิตสูง, ผู้ป่วยโรคเบาหวาน, ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด, ผู้ที่มีภาวะกรดยูริกในเลือดสูงหรือมีภาวะโรคเก๊าต์, มีประวัติการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำๆ และ มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคไต หรือโรคถุงน้ำในไต

