“30 บาทรักษาทุกโรค” เริ่มต้นขึ้นในปี 2545 นับเป็นนโยบายที่สร้างกระแสอย่างล้นหลาม เพราะได้รับการตอบรับจากประชาชนคนไทยทั้งประเทศ จากประโยชน์ที่เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมสู่ประชาชนโดยตรง ส่งผลให้นโยบายนี้ยังคงถูกดำเนินการและพัฒนามาต่ออย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดในปี 2566 รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ได้ขับเคลื่อนต่อยอดสู่ “30 บาทรักษาทุกที่” ที่มุ่งเพิ่มความสะดวกในการเข้ารับบริการให้กับประชาชน ต่อยอดภายหลังจากที่ได้สร้างความครอบคลุมในสิทธิประโยชน์การรักษาพยาบาลและบริการสาธารณสุขที่จำเป็นมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา นับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายในการทำนโยบายนี้ให้เกิดเป็นจริงตามที่รัฐบาลได้ประกาศไว้
ทั้งนี้ แม้ว่าหลังจากที่ได้เริ่มดำเนินการ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา ใน 45 จังหวัด ปรากฏว่าภาพรวมเป็นนโยบายรัฐบาลได้รับความพึงพอใจจากประชาชนสูงที่สุด ร้อยละ 68.4 จากการดำเนินงานครบรอบ 6 เดือน โดยการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (22 เม.ย. – 15 พ.ค. 67) เพราะสามารถทำให้เข้ารับบริการปฐมภูมิได้โดยสะดวก ใกล้บ้าน ไม่ต้องรอคิวนานที่โรงพยาบาล
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบายนี้อย่างต่อเนื่อง โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) ได้ทำการวิเคราะห์ภายใต้ “โครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว โอกาสและความเสี่ยงต่อสังคมและระบบสาธารณสุข” พร้อมจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ร่วมกับสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) ตามที่ได้รับมอบหมายจากสำนักงานสุขภาพดิจิทัล กระทรวงสาธารณสุข โดยใช้ “ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง” (Theory of Change : TOC) เป็นเครื่องมือในการประเมินที่ปรากฏผลจากนโยบาย
จากการวิเคราะห์ได้ระบุผลลัพธ์ของนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีในภาพรวม หรืออาจให้ผลในทางตรงกันข้ามต่อระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจของประเทศได้ โดยแยกออกเป็น 3 ด้าน คือ
ผลลัพธ์ที่มีต่อบุคลากรทางการแพทย์ โดยด้านบวกที่อาจเกิดขึ้น คือจะทำให้บุคลากรทางการแพทย์มีความสุข ภาระงานลดลง ทำงานดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ในด้านลบ คืออาจทำให้เกิดความแออัดที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ได้ ซึ่งจะส่งผลให้ภาระงานบุคลากรของโรงพยาบาลใหญ่เพิ่มมากขึ้น
ส่วนผลลัพธ์ที่มีต่อประชาชน ในด้านบวกจะสนับสนุนให้ประชาชนมีสุขภาพดี ลดการขาดงานของญาติและผู้ป่วย ลดค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าเดินทางด้วยการรับบริการใกล้บ้าน รวมถึงนำไปสู่การปรับเปลี่ยนสุขภาพประชาชนในทางที่ดีขึ้น แต่ในด้านลบก็อาจทำให้ประชาชนไม่ดูแลสุขภาพตนเอง ด้วยการรับบริการที่เข้าถึงได้ง่าย และอาจมีการเรียกร้องสิทธิบริการที่มากขึ้น
ขณะที่ในส่วนผลลัพธ์ที่มีต่อระบบสุขภาพนั้น ในด้านบวก คือทำให้มีบริการสุขภาพใกล้บ้าน สะดวก ลดเวลาการรอบริการ ลดบริการที่ไม่จำเป็นลง ระบบเบิกจ่ายโปร่งใส เบิกได้ไว ลดงานบุคลากร ที่เป็นผลจากการเชื่อมต่อข้อมูลและระบบบริการ ส่วนด้านลบนั้น อาจส่งผลให้เกิดการล่มสลายของระบบปฐมภูมิ ด้วยประชาชนเลือกที่จะไปรับบริการที่โรงพยาบาลใหญ่ ซึ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มมากขึ้น ทั้งอาจทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในแต่ละสิทธิการรักษาพยาบาลได้
นอกจากนี้การวิเคราะห์นี้ ยังได้ระบุถึงผลผลิตที่จะเกิดขึ้นจากนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นเกิดการใช้ประโยชน์ข้อมูลในรูปแบบต่างๆ อาทิ เกิดการพัฒนานวัตกรรมการบริการ มีการจัดสรรทรัพยากรตามความต้องการของหน่วยบริการ การจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) พร้อมกันนี้ยังทำให้ในชุมชนมีหน่วยบริการเพิ่มมากขึ้น โดยการพัฒนาเครือข่ายระหว่างวิชาชีพ หรือระหว่างรัฐและเอกชน การปรับกลไกการจ่ายที่เหมาะสม ที่ดึงดูดหน่วยบริการและกองทุนรับได้

อย่างไรก็ตาม ในส่วนท้ายได้มีการนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ระบุด้วยว่า “นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ อาจจะสร้างผลกระทบไม่พึงประสงค์ต่อสังคมและระบบสาธารณสุขได้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ดำเนินงานจะต้องเฝ้าระวังและหาทางหลีกเลี่ยงการเกิดผลกระทบเชิงลบและขับเคลื่อนนโยบายนี้ให้บรรลุเป้าประสงค์ในระยะสั้นและระยะยาวดังที่คาดการณ์ไว้”
นอกจากนี้ยังระบุอีกว่า “ถึงแม้ว่าระบบเทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งใช้เก็บรักษาและเชื่อมโยงข้อมูลของประชาชนในการไปรับบริการในสถานพยาบาลต่างๆ จะเป็นกลไกสำคัญกลไกหนึ่ง ต่อความสำเร็จของนโยบายนี้ แต่การพัฒนาบุคลากรในระบบสุขภาพให้สร้างนวัตกรรมการให้บริการนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการระบบสาธารณสุขทั้งภายในหน่วยงาน ระหว่างหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและร่วมกับภาคเอกชน ล้วนมีความสำคัญในระดับเท่าเทียมกัน”
จากการศึกษาและวิเคราะห์นี้ที่นำเสนอโดย โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพอาจเป็นสิงที่สะท้อนไปยังรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการวางแผนการดำเนินการต่างๆ ภายใต้นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ เพื่อตอบโจทย์การบริหารจัดการระบบสุขภาพของประเทศในอนาคตได้

