เวทีเสวนา “ยกระดับ 30 บาท รักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว” ที่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการให้บริการ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ โปรเจ็กต์ใหญ่ของรัฐบาลในการพลิกโฉมการบริการสุขภาพปฐมภูมิในประเทศ ด้วยการดึงเอาหน่วยบริการนวัตกรรมที่เป็นบริการสุขภาพจากเอกชนเข้าร่วม
0อัพเกรด รพ.ชุมชน เพิ่มศักยภาพ

นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาล (รพ.) ร้อยเอ็ด บอกว่า มีผู้ป่วยรับบริการไม่มากตามที่คิดไว้ เป็นไปได้ว่า ประชาชนเมื่อเจ็บป่วยก็เลือกไปรับบริการในหน่วยบริการนวัตกรรมก่อน หรือไป รพ.ชุมชน ที่อยู่ประจำอำเภอแทน แต่กระนั้น สัดส่วนผู้ป่วยของ รพ.ร้อยเอ็ด ก็เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10 เท่านั้น ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อการให้บริการ
อย่างไรก็ตาม แม้จะตอบโจทย์การเข้าถึงบริการของประชาชนได้อย่างดี และทำให้ผู้ป่วยได้ประโยชน์ แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังเป็นความท้าทายของโครงการนี้ เพราะยังมีคำถามว่า เป็นนโยบายที่ให้บริการตามใจประชาชนมากไปหรือไม่ ทำให้บางส่วนอาจไปรับบริการที่ รพ.ขนาดใหญ่ หรือ รพ.มหาวิทยาลัย ก็อาจทำให้ภาระงานใน รพ.เหล่านี้มากขึ้น และยิ่งหากไม่มีมาตรการรองรับ หรือไม่มีการเตรียมความพร้อมที่ดี ก็อาจเจอปัญหาผู้ป่วยหลั่งไหลเข้าไปรับบริการ
อีกหนึ่งข้อเสนอและเป็นสิ่งที่ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กำลังดำเนินการ คือ การยกระดับ รพ.ชุมชน ให้มีศักยภาพแบบ ‘ก้าวกระโดด’ ที่จะส่งผลให้ระดับมาตรฐานการดูแลรักษาประชาชนสูงขึ้น โดยอนาคต รพ.ชุมชน จะต้องมีวิสัญญีแพทย์ ศัลยแพทย์ แพทย์ฉุกเฉิน เพื่อดูแลผู้ป่วย ลดการส่งต่อผู้ป่วยไปยัง รพ.จังหวัด และทำให้ รพ.ชุมชนเป็นที่พึ่งของชาวชุมชนอย่างแท้จริง อีกทั้งยังเป็นการหนุนเสริมโครงการยกระดับ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ เพราะจะทำให้ รพ.ชุมชนที่เป็นหน่วยบริการหลักมีศักยภาพมากขึ้น
0ต้นทุนบริการแต่ละพื้นที่ต่างกัน ปัจจัยเอกชนเข้าร่วม

ขณะที่ ทพ.ธงชัย วชิรโรจน์ไพศาล อุปนายกทันตแพทยสภา คนที่ 1 ในฐานะตัวแทนหน่วยบริการนวัตกรรมจากภาคเอกชน เน้นว่า มีประโยชน์ แต่ก็ยังมีข้อท้าทายหลายประการ ยกตัวอย่าง การตัดสินใจเข้าร่วมยังมีปัจจัยด้านเศรษฐานะ และค่าครองชีพในแต่ละพื้นที่ที่ไม่เหมือนกัน ทำให้มีต้นทุนการให้บริการที่แตกต่างกันไปด้วย เช่น ค่าเช่าที่ของคลินิกที่เป็นหน่วยบริการนวัตกรรม ในจังหวัดรอง กับจังหวัดใหญ่ หรือกรุงเทพมหานคร ราคาไม่เท่ากัน แต่ทั้งหมดก็ต้องเบิกจ่ายชดเชยค่าบริการจาก สปสช. ในอัตราเดียวกัน
“อย่างคลินิกทำฟันที่เข้าร่วมโครงการเป็นหน่วยบริการนวัตกรรม ใน จ.ร้อยเอ็ด เข้าร่วมมากกว่าร้อยละ 50 หรือกว่าครึ่งของคลินิกทำฟันทั้งจังหวัด แต่ที่ จ.พังงา พบว่ามีร้อยละ 10 ที่เข้าร่วม พอสอบถามก็พบว่า ค่าเช่าที่แพง ต้นทุนก็แพงตาม จึงมองว่าไม่คุ้มค่าหากจะเข้าร่วม” ทพ.ธงชัยให้ความเห็น และว่า หากเป็นได้ที่จะมีการพิจารณาการเบิกจ่ายชดเชยที่แตกต่างออกไปสำหรับพื้นที่จังหวัดขนาดใหญ่ หรือในกรุงเทพฯ ก็อาจเป็นตัวช่วยที่ทำให้คลินิกจากเอกชนทั้ง 7 บริการ ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ ได้ ซึ่งก็เป็นความท้าทายในการบริหารจัดการของ สปสช.
0ยกระดับ รพ.สต.เท่ากับอัพ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ

นพ.ประวัติ กิจธรรมกูลนิจ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) กาญจนบุรี ให้ภาพการบริหารจัดการระบบบริการสุขภาพของ อบจ.กาญจนบุรี จะใช้วิธีนำงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวในส่วนผู้ป่วยนอก และงบสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคในส่วนของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่ถ่ายโอนให้ อบจ. มาบริหารจัดการเอง และพบว่า เงินรายหัวประชากรคนละ 3,380 บาท นั้นเพียงพอ อีกทั้ง อบจ.ที่บริหารก็เห็นตัวเลขทั้งหมดว่าไม่ขาดทุน
“ดังนั้น เงิน สปสช.ที่บอกกันว่าได้น้อย และขาดทุน อีกมุมก็อยู่ที่กึ๋นของผู้บริหารเช่นกันว่า จะใช้เงินนั้นอย่างไร ผมเชื่อว่าจากนี้ รพ.สต.จะถูกยกระดับแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะ รพ.สต.ที่ถ่ายโอนให้ อบจ.ที่จะถูกพัฒนาจากฝั่งท้องถิ่น อย่างของผม มี รพ.สต. 5 แห่ง ที่จะเป็น รพ.สต.พรีเมียม ซึ่งจะแล้วเสร็จในอีก 5 เดือน”
นพ.ประวัติ ย้ำว่า ต้องชมรัฐบาล และ สปสช.ที่กล้ามากในการทำ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ ให้ประชาชนได้รับบริการสุขภาพอย่างสะดวก แต่ก็ยังมีอีกส่วนที่ สปสช.ควรปรับปรุง คือ ระบบการเบิกจ่าย ที่ยังมีรายละเอียดยิบย่อย ทำให้หน่วยบริการเบิกจ่ายไม่สะดวก อยากให้ลดขั้นตอนบางส่วนที่ไม่จำเป็นออก
0หน่วยนวัตกรรมน้อย – ศูนย์คุ้มครองสิทธิระดับตำบล ต้องมี!

นายวิเชียร จิตต์พิศาล เครือข่ายประชาชน จ.พังงา ให้ภาพว่า แม้ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างดี และสะดวกมากขึ้น แต่กระนั้น จ.พังงา ในส่วนอำเภอที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว กลับไม่มีหน่วยบริการนวัตกรรมเข้าร่วมมากนัก เช่น อ.เขาหลัก ที่มีนักท่องเที่ยวและประชาชนอยู่อาศัยจำนวนมาก แต่มีหน่วยบริการนวัตกรรมร้านขายยาเข้าร่วม 2 แห่ง

อีกหนึ่งผลกระทบจากภาคประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง โดย น.ส.กิ่งแก้ว จั๋นติ๊บ ศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทอง เครือข่ายชาติพันธุ์ จ.เชียงใหม่ ระบุว่า ปัญหาการสื่อสาร ถิ่นที่อยู่ห่างไกล ยังเป็นอุปสรรคปัญหาในการเข้าถึงบริการจากหน่วยบริการนวัตกรรมของกลุ่มหลากหลายทางวัฒนธรรมและกลุ่มชาติพันธุ์ หาก สปสช.พิจารณาให้มีศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทองระดับตำบล และทำงานเชื่อมโยงกับทุกภาคส่วนในการเข้าถึงบริการสุขภาพปฐมภูมิ เชื่อว่าจะช่วยลดอุปสรรคปัญหาการเข้าถึงบริการในระดับชุมชนได้ โดยเฉพาะกับพื้นที่ห่างไกล ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับระบบบริการได้อย่างดี
0‘มหิดล’ ประเมิน 30 บาทรักษาทุกที่ฯ เฟสแรก
ผศ.นพ.สัมฤทธิ์ ศรีธำรงสวัสดิ์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะนักวิชาการมองโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ ผ่านงานวิจัย ว่า ประสบความสำเร็จตามเป้าประสงค์ในการลดเวลาเข้ารับบริการ และลดการใช้บริการใน รพ.รัฐ และพบว่า มีการบริการในหน่วยบริการนวัตกรรมเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกับหน่วยบริการนวัตกรรมที่อยู่นอกตัวอำเภอเมือง มองว่าโครงการนี้เป็นที่พึ่งของประชาชน
เมื่อลงลึกไปถึงการเข้าถึงบริการ โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยใช้บริการสิทธิบัตรทองมาก่อน พบว่า เพิ่มขึ้นมาร้อยละ 10 ซึ่งกลุ่มที่เพิ่มขึ้นคือ ไปรับบริการในหน่วยบริการนวัตกรรม มากไปกว่านั้น ข้อมูลฐาน 43 แฟ้มของ รพ.รัฐ ก็ไม่พบว่ามีแนวโน้มทั้งจำนวน สัดส่วนการใช้บริการข้ามเขตที่เพิ่มขึ้น จึงสบายใจได้ว่าโครงการนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างที่กังวล
“สาเหตุหนึ่ง เพราะการใช้บริการที่ รพ.ใหญ่ ประชาชนจะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก อีกทั้ง รพ.ใหญ่ มีระบบบริการในการพบแพทย์เฉพาะทาง เพราะคนไข้จะต้องไปพบแพทย์ทั่วไปก่อน อีกทั้ง รพ.ใหญ่ ในกรุงเทพฯ หรือใน รพ.มหาวิทยาลัย ก็เหมือนกัน เพราะการเข้าถึงไม่ง่าย อีกทั้งมีการกำหนดโควต้าให้บริการคนไข้แต่ละวัน เต็มแล้วก็ไม่รับ ประชาชนเริ่มรู้ก็เลยไปเข้าถึงบริการจากหน่วยนวัตกรรมในโครงการ ซึ่งได้ประโยชน์มากกว่า” ผศ.นพ.สัมฤทธิ์กล่าว
ผศ.นพ.สัมฤทธิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ตัวชี้วัดที่ดีของโครงการนี้ คือ การสำรวจความพึงพอใจ ซึ่งพบว่า ร้อยละ 98 พึงพอใจอย่างมาก สิ่งสำคัญที่ได้ให้กับประชาชนคือ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการไปหาหมอ เข้าถึงบริการได้สะดวก และยังมีประเด็นโดยเฉพาะผู้ป่วยนัดหมายกับ รพ.ศูนย์/รพ.ทั่วไป ก็ไม่ต้องใช้ใบส่งต่อ สามารถไปที่ รพ.ตามนัดหมายได้เลยเพราะข้อมูลเชื่อมต่อกัน

