‘ลูกจ้าง’ รับไตรภาคีร้าว ยันไม่มีฮั้วบอร์ดขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ จับตาถก 24 ก.ค.นี้
เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ที่กระทรวงแรงงาน นายวีรสุข แก้วบุญปัน ผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง ในคณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) ชุดที่ 22 ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กรรมการค่าจ้าง ฝ่ายนายจ้าง เข้ายื่นร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานบอร์ดค่าจ้าง เนื่องจากเห็นว่ารายงานการประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง ชุดที่ 22 ครั้งที่ 5/2567 เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 ไม่ชอบด้วยกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ว่า วันนี้เดินทางมาเพื่อบอกเล่าถึงการทำงาน และเรื่องราวที่เป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้ โดยเป็นความเห็นของตนเพียงผู้เดียว ในประเด็นของการประชุม ครั้งที่ 5 ที่ทางฝ่ายนายจ้างระบุว่า ที่ประชุมมีการตัดมาตรา 87 พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่กำหนดให้บอร์ดค่าจ้างฯ พิจารณาตัวเลขค่าจ้างขั้นต่ำ ได้บวกหรือลบร้อยละ 1.5 ของสูตรคำนวณนั้น ยืนยันว่าเป็นข้อเสนอจากฝ่ายลูกจ้าง ที่ต้องการให้ปรับสูตรเพื่อให้สมดุลกับข้อเท็จจริง เพราะถ้าอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัด พิจารณาตามสูตรเดิม ก็จะทำให้การปรับขึ้นค่าจ้างติดอยู่ที่ร้อยละ 1.5 ไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ตามความเหมาะสม

“ฝ่ายลูกจ้างจึงเสนอให้มีการปลดล็อกให้ลอยตัว เพื่อให้อนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดพิจารณาค่าจ้างอย่างอิสระ จากนั้น ให้นำตัวเลขเข้ามาสู่คณะอนุกรรมการวิชาการและกลั่นกรอง ซึ่งถือเป็นการกรองชั้นที่ 2 ก่อนที่จะส่งมาที่บอร์ดค่าจ้างฯ เพื่อให้มีการกลั่นกรองครั้งที่ 3 ซึ่งในกระบวนการต่างๆ นั้น ก็จะมีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามความเหมาะสม มีการอภิปรายเรื่องนี้ในที่ประชุม จึงมีการโหวตว่าสูตรค่าจ้างควรปลดล็อกร้อยละ 1.5 เป็นที่มาของมติที่ประชุมที่ไม่เป็นเอกฉันท์ แต่เป็นการโหวต ทางฝ่ายนายจ้างไม่เห็นด้วย ก็ไม่โหวต จึงเป็นเสียงข้างมาก 7 ต่อ 5” นายวีรสุข กล่าวและว่า มั่นใจว่าฝ่ายกฎหมายของกระทรวงแรงงานเชื่อถือได้ จึงมั่นใจว่าการโหวตเสียง 7 ต่อ 5 สามารถทำได้และเป็นธรรม เนื่องจากเสียงข้างมากเห็นว่าถูกต้อง ทั้งนี้ กรณีที่นายจ้างไปยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดินก็สามารถทำได้ตามสิทธิ ส่วนวันนี้ ตนก็ได้ออกมาพูดถึงมติที่ประชุมว่ามีการโหวตเสียงส่วนใหญ่
นายวีรสุข กล่าวว่า ส่วนเรื่องข้อสังเกตว่ามีการเร่งรัดให้ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ นั้น ยืนยันว่าไม่มีเรื่องนี้ในที่ประชุม เพียงแต่ตนได้เสนอให้มีการปรับไทม์ไลน์การทำงานของอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดให้เร็วขึ้น เพื่อให้การพิจารณาขึ้นค่าจ้างประจำปีเป็นไปตามกำหนดเวลา กว่าจะมีการรวบรวมข้อมูลเสร็จ ก็เกือบสิ้นปีแล้ว ทำให้การประกาศขึ้นค่าจ้างในปีถัดไปล่าช้า ดังนั้น ยืนยันได้ว่าไม่ได้มีการเร่งรัดให้มีการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ แต่อย่างไรก็ตาม หากในปีนี้มีการขึ้นค่าจ้างอีกครั้ง ก็จะต้องเป็นมติจากที่ประชุมบอร์ดค่าจ้างฯ ซึ่งตรงนี้ยังตอบไม่ได้
ผู้สื่อข่าวถามถึงหลักการในการออกเสียงโหวตมติต่างๆ ในที่ประชุมบอร์ดค่าจ้าง นายวีรสุข กล่าวว่า ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานระบุว่า การพิจารณาค่าจ้าง หากมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ จะต้องโหวตเสียงในที่ประชุม 2 ใน 3 ดังนั้น จะต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อให้ได้เสียง 2 ใน 3 ถึงจะชนะโหวต แต่ในกรณีการโหวตเรื่องของการเปลี่ยนแปลงวิธีการคิด กฎหมายไม่ได้เขียนไว้ว่าต้องเป็น 2 ใน 3 แต่ให้ยึดเสียงข้างมากในที่ประชุม
เมื่อถามต่อไปว่า มีความกังวลหรือไม่ว่าจะเกิดเป็นความขัดแย้งกันในไตรภาคี นายวีรสุข กล่าวว่า แน่นอนว่าวันนี้ทั้ง 3 ฝ่ายมีความขัดแย้งกัน ดังนั้น ความสัมพันธ์ที่ดีก็เริ่มจางหายไป ขณะเดียวกัน บอร์ดค่าจ้างฯ ก็จะต้องรอความเห็นจากผู้ตรวจการแผ่นดินว่าจะต้องทำอย่างไรต่อ โดยเฉพาะการพิจารณาการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในครั้งถัดไปว่า จะต้องชะลอออกไปหรือไม่ ทั้งนี้ ได้มีการกำหนดวันประชุมบอร์ดค่าจ้าง ครั้งที่ 6/2567 ในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้
เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าเกิดการฮั้วกันระหว่างฝ่ายราชการและฝ่ายลูกจ้าง นายวีรสุข กล่าวว่า ถ้าพูดว่าฮั้ว คงไม่ใช่
“เพราะเราเป็นลูกจ้าง เราก็อยากได้ค่าแรงเพิ่ม ฝ่ายรัฐบาลก็อยากเพิ่มให้ เพราะอยากให้ผู้ใช้แรงงาน พออยู่พอกินพอดำรงชีพได้ แต่เราจะไปว่าฝ่ายนายจ้างก็ไม่ได้ เพราะเขาก็ต้องสงวนท่าทีทางเศรษฐกิจ ว่าเขาจ่ายไหวหรือไม่ แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจในทุกวันนี้ไปต่อไม่ได้ สรุปแล้ว ทุกฝ่ายก็ต้องรักษาผลประโยชน์ของตนเอง ฝ่ายลูกจ้างก็อยากได้ ฝ่ายรัฐก็อยากให้เรามีอยู่มีกิน แต่ถามว่าฮั้วหรือไม่ ก็คงไม่ใช่ฮั้ว แต่เป็นการพูดคุยกันมากกว่า ดังนั้น คำว่าไตรภาคี หรือแรงงานสัมพันธ์ควรจะไปด้วยกันได้ แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วย แล้วใช้มาตรการที่ทำให้ล่าช้าออกไป อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องมาคิดอีกทีนึงว่าจะเดินไปต่ออย่างไร” นายวีรสุข กล่าว
ต่อข้อถามถึงกรณีที่มีการเปิดเผยว่า ปลัดกระทรวงแรงงานเสนอต่อที่ประชุมให้มีการกำหนดวาระการทำงานของบอร์ดค่าจ้างใหม่ ไม่ให้ครองตำแหน่งเกิน 2 สมัย นายวีรสุข กล่าวว่า คณะกรรมการทุกคนได้มาจากการเลือกตั้ง ผู้สมัครที่เป็นผู้แทนมาจากสภาลูกจ้าง หรือสภานายจ้าง โดยจะมีวาระละ 2 ปี และสามารถมาสมัครใหม่ได้เรื่อยๆ ทำให้หลายคนเป็นบอร์ดค่าจ้างมามากกว่า 10 สมัย
“ผมจึงได้ปรารภในที่ประชุมว่า บอร์ดค่าจ้างควรมีการครองตำแหน่งไม่เกิน 2 สมัย แล้วเว้นวรรคก่อนจะมาเป็นใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาด และให้เปิดโอกาสคนอื่นได้มาทำงาน และอีกข้อเสนอหนึ่งคือ คณะกรรมการในแต่ละชุด เป็นคนเดียวกัน ดังนั้น เมื่อมีการเสนอเรื่องใดขึ้นมาจากคณะกรรมการชุดเล็ก มาถึงคณะกรรมการชุดใหญ่ คนพิจารณาก็จะเป็นคนเดียวกันกับที่เสนอ ผมจึงมีความเห็นว่า ควรมีข้อกำหนดว่าคณะกรรมการควรนั่งอยู่เพียงแค่ชุดใดชุดหนึ่ง” นายวีรสุข กล่าว

