ปานเทพ เสนอแนวทางใหม่ ให้ ‘กัญชา’ เป็นยาเสพติดแบบมีเงื่อนไข ร้านขายได้ตามใบสั่งแพทย์

12.07.24 | 14:18 น.

ปานเทพ เสนอแนวทางใหม่ ‘กัญชา’ เป็นยาเสพติดแบบมีเงื่อนไข ร้านขายได้ตามใบสั่งแพทย์ทุกวิชาชีพ คนทำผิดถูกลงโทษตามกฎหมายยาเสพติด ชี้ เพื่อไทย ไม่ต้องผิดสัจจะ รัฐบาลไม่ต้องแตก-ทะเลาะกัน พร้อมเสนอ ร่างประกาศฉบับใหม่ให้ “สมศักดิ์” รับพิจารณา ก่อนเข้าบอร์ดป.ป.ส.

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต หนึ่งในกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ เข้ายื่นหนังสือถึง นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้มีการทบทวนร่างประกาศสธ.เรื่องการระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภทที่ 5 พร้อมเสนอเงื่อนไขใหม่ในการใช้ ‘ช่อดอกกัญชาและกัญชง’ ภายใต้พระราชพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 โดยมี นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้ช่วยรมว.สาธารณสุข เป็นผู้รับเรื่องแทนรมว.สาธารณสุข

 

นายปานเทพกล่าวว่า ที่ตนเดินทางมายื่นเรื่องถึงรมว.สาธารณสุขในวันนี้ เนื่องจากกังวลว่าถ้าประกาศนำช่อดอกกัญชาและกัญชงกลับเป็นยาเสพติด อาจเกิดปัญหาตามมาได้ ทั้งนี้ สังคมได้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ใช้กัญชาและไม่ได้ใช้ที่เป็นทั้งผู้ป่วยและผู้ที่สร้างรายได้จากกัญชา จึงมีความกังวลว่าถ้ากฎหมายควบคุมกัญชามีความรุนแรง หลายอย่างอาจจะกระทำไม่ได้ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปี พ.ศ.2563-2564 ที่ช่อดอกกัญชากัญชง เป็นยาเสพติด ทำให้ร้อยละ 84 มีการหันไปใช้กัญชาใต้ดิน เนื่องจากแพทย์แผนปัจจุบันจ่ายยากัญชาเพียงร้อยละ 0.1 แต่ขณะที่ ผลการใช้ยากัญชาทำให้ผู้ป่วยร้อยละ 93 มีอาการที่ดีขึ้น ประกอบกับขณะนี้มีกฎหมายควบคุมกัญชาหลายฉบับที่กระจัดกระจายทำให้การบังคับใช้ไม่เข้มข้นพอ บุคลากรของสธ.ที่จะไปดำเนินการก็ไม่เพียงพอเหมือนกับเจ้าหน้ารัฐฝ่ายความมั่นคง ทำให้มีการลักลอบนำเข้ากัญชาจากต่างประเทศ เปิดร้านกัญชาผิดกฎหมาย ไปจนถึงมีการจำหน่ายให้เด็ก ซึ่งเหล่านี้ทำให้คนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ใช้กัญชา เห็นว่าควรนำกลับไปเป็นยาเสพติด วันนี้ตนจึงนำเสนอทางเลือกใหม่ ที่มั่นใจว่าเป็นทางออกของความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมืองทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย

Advertisement

“ผมเสนอทางออกร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ผมร่างขึ้นกับอาจารย์คมสัน โพธิ์คง ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย โดยคอนเซ็ปคือร่างประกาศฉบับนี้ จะกำหนดให้ช่อดอก ยาง และสารสกัดของกัญชาเป็นยาเสพติดแบบมีเงื่อนไข ไม่ใช่เป็นการประกาศเป็นยาเสพติดแล้วไปรอกฎหมายรองออกมาซึ่งจะทำให้คนไม่เชื่อมั่น โดยการร่างประกาศ มี 5 หลักการสำคัญ ประกอบด้วย

1.ผู้ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย ต้องได้รับความคุ้มครอง ผู้กระทำผิดต้องมีบทลงโทษตามกฎหมาย พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด และทำได้ทันทีไม่ต้องวันที่ 1 มกราคม 2568 ซึ่งตรงนี้จะเป็นการกวาดล้างร้านกัญชาผิดกฎหมาย

2.ต้องเปิดเสรีทางการแพทย์ในทุกวิชาชีพ โดยไม่มีการกีดกั้น แพทย์ต้องมีเสรีภาพในการใช้ จ่ายกัญชา พร้อมรับผิดชอบในการติดตามผลของคนไข้เอง ซึ่งแต่ละวิชาชีพต่างมีสภาวิชาชีพที่กำกับดูแลอยู่แล้ว จึงให้มีผลทันทีนับแต่วันประกาศ

3.ผู้ป่วยที่มีใบสั่งยากัญชาจากแพทย์ในทุกสาขาอาชีพ ต้องเข้าถึงยากัญชาได้ ร้านจำหน่ายกัญชาจึงไม่ต้องปิดร้าน แต่ต้องปรับตัว เป็นร้านที่จำหน่ายสมุนไพรควบคุม สำหรับผู้ป่วยที่มีใบสั่งยาจากแพทย์ในทุกสาขาวิชาชีพ

4.เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการ นักลงทุน ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบจากช่อดอก ยางหรือสารสกัดกัญชา หากทำตามกฎหมายว่าด้วยผลิตภัณฑ์นั้นๆ ซึ่งมีความปลอดภัยอยู่แล้ว จะต้องไม่เป็นยาเสพติด และต้องถูกกฎหมายทันที

5. เมื่อวิกฤติของเวลากับปัญหาที่สังคมห่วงใย ได้ดำเนินการตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขแบบมีเงื่อนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอถึงวันที่ 1 มกราคม 2568 เราก็ไม่ต้องห่วงเรื่องเวลาในการจัดการวิกฤต แต่ต้องลงรายละเอียดในปัญหาที่ละเอียดอ่อนในเรื่องสิทธิของประชาชนในการปลูกเพื่อพึ่งพาตัวเอง และให้มีผลการศึกษาก่อนวันที่ 1 มกราคม 2568 ดังนั้น หลายเรื่องจะทำได้ทันทีไม่ต้องรอ 1 มกราคม 2568 และหลายเรื่องจะมีการรอผลศึกษาให้แน่ชัด” นายปานเทพ กล่าว

นายปานเทพ กล่าวต่อว่า ตนจึงได้นำหลักการทั้ง 5 ข้อมาร่างประกาศสธ.เรื่องการระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภทที่ 5 เพื่อเสนอต่อ รมว.สาธารณสุข ทบทวนเป็นคู่เทียบกับร่างประกาศฯ ที่คณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ มีมติไปเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยร่างที่ตนเสนอนั้นจะอยู่ภายใต้พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด โดยระบุว่า “กัญชา ซึ่งเป็นพืชในสกุล Cannabis หรือที่มีชื่ออื่นในสกุลเดียวกัน เฉพาะช่อดอก ยาง และสารสกัด เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้ ไม่เป็นยาเสพติดให้โทษ

(ก) ช่อดอก ยาง หรือสารสกัด ที่ถูกใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และการรักษา โดย ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพทันตแพทย์ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพทันตกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทย ผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทยประยุกต์ และหมอพื้นบ้าน ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเภสัชกรรม หรือผู้ประกอบโรคศิลปะแพทย์แผนจีน ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ

(ข) ช่อดอก ยาง หรือสารสกัดที่เป็นวัตถุดิบหรือสารประกอบของผลิตภัณฑ์สมุนไพรตามกฎหมายว่าด้วยผลิตภัณฑ์สมุนพรยาตามกฎหมายว่าด้วยยา อาหารตามกฎหมายว่าด้วยอาหาร เครื่องสำอางตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์อื่นใดตามที่มีกฎหมายเฉพาะบัญญัติไว้รวมถึงการนำเข้า การส่งออก การขาย และการโฆษณาซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

(ค) ช่อดอกและยาง ที่ได้มาจากการปลูกภายในประเทศ ของผู้ที่ได้รับอนุญาตและเป็นผู้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องสมุนไพรควบคุม ามกฎหมายว่าด้วยคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย

(ง) สารสกัดจากกัญชาที่ปลูกภายในประเทศเฉพาะที่ได้รับอนุญาตให้สกัด ที่ไม่ใช่สารสกัดตาม (ข) และ (ค) ซึ่งมีปริมาณสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล(tetrahydrocannabinol,THC) ไม่เกินปริมาณร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนัก

“โดยสรุปคือกฎหมายที่ผมร่างขึ้นมาเป็นการแยกแยะการใช้ประโยชน์ของกัญชา สิ่งใดเป็นประโยชน์ ถูกกฎหมายได้รับความคุ้มครองทันที ไม่ต้องจัดอยู่ในยาเสพติดให้โทษ สิ่งใดละเมิดกฎหมาย จะมีบทลงโทษตามพ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาสเตพิด ซึ่งผมได้สอบถามแล้วว่าผู้ประกอบการ ผู้ใช้กัญชารับได้ในแนวทางนี้ ทั้งหมดนี้ทำให้กัญชาเดินหน้าได้ ไม่ใช่เอาเป็นยาเสพติดเฉย ๆ “ นายปานเทพ กล่าว

นายปานเทพ กล่าวว่า ตนหวังว่าประกาศฉบับใหม่นี้จะถูกพิจารณา ซึ่งยอมรับว่าตนไม่ได้นำเสนอร่างประกาศฯ นี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เพราะไม่ทราบว่าจะมีการโหวตเห็นชอบร่างประกาศฯ อย่างไรก็ตาม แม้ร่างประกาศฯ จะมีมติไปแล้ว แต่ รมว.สาธารณสุข มีสิทธิในการถามเพิ่มเติมหรือคู่เทียบกฎหมายได้หากมีคำแนะนำเพิ่มเติม

เมื่อถามว่าเมื่อมีการเสนอร่างประกาศฯ ดังกล่าวมาแล้วจะต้องชะลอการส่งร่างประกาศฯ ที่มีมติไปแล้ว ที่เตรียมเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) หรือไม่ นายปานเทพ กล่าวว่า แล้วแต่รมว.สาธารณสุข เพราะในกฎหมายระบุว่าท่านสามารถขอข้อเสนอแนะเพิ่มเติมได้

“ผมเชื่อว่านี่เป็นทางเลือกเดียวที่จะลดความขัดแย้งระหว่างการเมือง ด้วยข้อสำคัญ 2 ข้อ คือ

1.พรรคเพื่อไทยไม่เสียสัจจะ กร๊ที่จะเอากัญชาเป็นยาเสพติด เพียงแต่มีเงื่อนไข

2.พรรคภูมิใจไทย ไม่เสียสิ่งที่ได้กระทำมาในเรื่องสมุนไพรควบคุม สามารถต่อยอดได้ และสามารถใช้ประโยชน์ได้ เพียงแต่ต้องมีการปรับตัว

ผมคิดว่าภายใต้เงื่อนไขนี้ รัฐบาลไม่ต้องแตก ทะเลาะกัน สามารถเดินหน้าได้ด้วยความถอยคนละก้าว ประชาชนก็ได้ด้วยเพราะทำให้มีเวลาพูดคุยกันเรื่อง พ.ร.บ.กัญชา และยังมีกฎหมายคุมครอง ขณะเดียวกันร้านกัญชาก็ต้องปรับตัว คือต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ในทุกสาขาอาชีพ” นายปานเทพ กล่าว