บอร์ด สปสช.รับทราบรายงาน 30 บาทรักษาทุกที่ฯ เฟส 1-3 เผย 4 ประเด็นยังต้องพัฒนาต่อเนื่อง
วันนี้ (14 กรกฎาคม 2567) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ ประธานบอร์ด สปสช. เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมมีวาระรับทราบผลการดําเนินงานนโยบาย 30 บาท รักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว ทั้ง 3 เฟส ในพื้นที่นำร่องรวม 45 จังหวัด นำเสนอโดย พญ.ลลิตยา กองคำ รองเลขาธิการ สปสช.

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า จากรายงานผลการดำเนินการฯ ที่นำเสนอต่อที่ประชุม ในแง่ของการเข้าถึงบริการโดยเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชนผู้มีสิทธิ พบว่า มีจำนวนหน่วยบริการนวัตกรรมเข้าร่วมให้บริการเพิ่มขึ้น จาก 413 แห่ง ในปี 2566 เป็น 1,483 แห่ง ในปี 2567 และจำนวนการรับบริการ ณ หน่วยนวัตกรรมของประชาชนผู้มีสิทธิเพิ่มขึ้นจาก 125,270 ครั้ง เป็น 630,988 ครั้ง โดยเป็นผู้ป่วยรายใหม่ที่ไม่เคยรับบริการในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา จำนวน 62,853 คน หรือ คิดเป็นร้อยละ 5 ของผู้มารับบริการในหน่วยบริการนวัตกรรมทั้งหมด

“ขณะที่ในแง่ของการเพิ่มการเข้าถึงบริการฟื้นฟูสภาพของผู้ป่วยระยะกลางโดยสะดวก เพื่อลดภาวะพึ่งพิงของผู้ป่วย พบว่า ร้อยละของผู้ป่วยที่เข้าถึงการดูแลระยะกลางเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 18 ในปี 2566 เป็น ร้อยละ 28.2 ในปี 2567 โดยมีผู้ป่วยรับบริการที่คลินิกกายภาพบำบัดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 7.6 เป็น ร้อยละ 16.1 และในแง่ของประสิทธิผล พบว่า ผู้ป่วยที่เข้ารับบริการที่คลินิกกายภาพบำบัดเปลี่ยนจากผู้มีภาวะพึ่งพิงกลับมาสู่ภาวะปกติร้อยละ 22.9 ขณะที่ผู้ป่วยที่ไปรับบริการที่โรงพยาบาล สามารถกลับสู่ภาวะปกติ ร้อยละ 12.5” นายสมศักดิ์ กล่าว
รัฐมนตรีว่าการ สธ. กล่าวว่า ในแง่ของการลดรายจ่ายของประชาชน พบว่า ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการไปรับบริการลงเมื่อเปรียบเทียบระหว่างจังหวัดนำร่องโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ และค่าเฉลี่ยของจังหวัดเปรียบเทียบ โดยในจังหวัดนำร่องมีค่าเฉลี่ยในการไปรับบริการ 511 บาท ส่วนค่าเฉลี่ยของจังหวัดเปรียบเทียบอยู่ที่ 671 บาท ลดลงถึง 160 บาท หรือ ร้อยละ 23.8 นอกจากนี้ จากการติดตามยังพบข้อมูลที่สำคัญคือ หลังจากดำเนินการนโยบายนี้ ไม่พบการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้รับบริการ ทั้งในโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปในจังหวัดนำร่องเฟสที่ 1 หรืออีกนัยหนึ่งคือ ไม่พบว่านโยบายนี้ทำให้โรงพยาบาลขนาดใหญ่มีความแออัดเพิ่มขึ้น ในส่วนงบประมาณดำเนินการนั้น ในช่วงนำร่องทั้ง 3 เฟสที่ผ่านมา ได้มีการเบิกจ่ายค่าบริการไปแล้ว 672,176,607 บาท โดยยังมีค่าใช้จ่ายที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบที่ยังรอการเบิกจ่าย

“จากข้อมูลรายงานนี้ จะเห็นได้ว่านโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ฯ ได้ช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการโดยใช้สิทธิบัตรทองเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะที่หน่วยบริการนวัตกรรม ที่มีผู้ป่วยใหม่เข้ารับบริการเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 5 ขณะที่จำนวนการเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลใหญ่ก็ไม่ได้เพิ่มมากขึ้นจนทำให้เกิดความแออัดของผู้ป่วย” นายสมศักดิ์ กล่าวและว่า นโยบายนี้ ยังมีผลลัพธ์เชิงบวกในด้านอื่นๆ ต่อระบบสุขภาพ อาทิ สภาวิชาชีพมีส่วนร่วมและมีบทบาทในการส่งเสริม สนับสนุน เพื่อให้เกิดบริการที่มีคุณภาพมาตรฐาน ผ่านการจัดอบรม การลงพื้นที่ เยี่ยมสำรวจ การพัฒนามาตรฐานบริการ สธ.ให้ความสำคัญต่อระบบระเบียนสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ส่วนบุคคล (Personal Health Record: PHR) การเชื่อมโยงข้อมูล HIS ความปลอดภัยทางไซเบอร์ การเบิกจ่ายclaim โรงพยาบาลลงทุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงบุคลากรด้านเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น อีกทั้งทำให้เกิดรูปแบบการทำงานแบบเป็นเครือข่ายในการดูแลผู้ป่วย เช่น บริการดูแลระยะกลาง ของเครือข่ายกายภาพบำบัดใน จ.แพร่ เป็นต้น

ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ในการดำเนินการโครงการฯ แม้ว่าจะมีผลเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ก็ยังมีเรื่องที่ต้องพัฒนาต่อเนื่องใน 4 ประเด็น คือ 1.การจัดระบบส่งต่อแบบเป็นเครือข่าย เพื่อให้เกิดการดูแลที่มีคุณภาพต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากโรงพยาบาล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) กับหน่วยนวัตกรรม และหน่วยนวัตกรรมด้วยกันเอง 2.บริการบางส่วนมีลักษณะเรื้อรัง เช่น การดูแลแผลกดทับ การดูแลระยะกลาง ควรมีผู้ประสานงาน หรือ ผู้จัดการเคส เพื่อให้เกิดการได้รับการดูแลที่ดีอย่างต่อเนื่อง 3.ยังมีความท้าทายเรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ โดยเฉพาะระหว่างโรงพยาบาล รพ.สต. กับหน่วยนวัตรรมบริการ และระหว่างหน่วยนวัตกรรมต่างประเภทกัน และ 4.การพัฒนากลไกกลาง เช่น สปสช. สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.) สธ. สภาวิชาชีพ ในการสร้างระบบควบคุมกำกับ เพิ่มกลไกอภิบาลในระดับเขต ระดับจังหวัด เพื่อการกำกับดูแลคุณภาพการให้บริการ เพิ่มเติมจากกลไกสภาวิชาชีพ

