การดำเนินงานตามนโยบาย ‘30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว’ ให้สำเร็จไปได้ด้วยดีนั้น จำเป็นต้องอาศัยกำลังจากหลายภาคส่วน ทั้งผู้ให้บริการ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้สนับสนุน เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้บริการ ‘รักษาทุกที่’ ตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลได้อย่างแท้จริง
ส่วนหนึ่งที่สำคัญคือ ‘ระบบเทคโนโลยี’ ที่สนับสนุนหน่วยบริการที่เข้าร่วม ให้ทำงานได้ง่าย สะดวก โดยเฉพาะคลินิกเอกชนในฐานะ ‘หน่วยบริการนวัตกรรม’ ทั้งในเรื่องของการบันทึกข้อมูล การให้บริการ และการติดตามผล
ส่วนนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้การดูแลของ ดร.กิตติ วงศ์ถาวราวัฒน์ ผู้อำนวยการกลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพการแพทย์ (Digital Healthcare Platform) ก็มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนนโยบายฯ ด้วยการใช้งาน ‘วิจัยและนวัตกรรม’ มาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด

0‘งานวิจัยเข้าถึงประชาชน’ งานสำคัญของ สวทช.
ดร.กิตติ อธิบายว่า สวทช.เป็นหน่วยวิจัยพัฒนาที่ทำงานอย่างหลากหลายเพื่อสนับสนุนประเทศ โดยเรื่อง ‘สุขภาพ’ เป็นอีกหนึ่งส่วนที่ สวทช.ให้ความสำคัญ ทั้งด้านดิจิทัลแพลตฟอร์ม วัสดุศาสตร์ เป็นต้น และด้วยการทำงานที่มีหลายระดับ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทำให้ 2-3 ปีที่ผ่านมา สวทช.จึงได้ตั้ง ‘แพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพการแพทย์’ ให้เป็นขุมพลังหลักงานวิจัยรับใช้สังคม (NSTDA Core Business) ในการทำ ‘งานวิจัยและนวัตกรรม’ ที่ดำเนินการไปในระดับหนึ่ง หรืออยู่ช่วยปลายน้ำมาพัฒนาต่อ และนำออกไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อภาคเอกชนและประชาชนมากที่สุด
ดอกผลจากการดำเนินงานในลักษณะนี้ เห็นได้ชัดเจนในช่วงที่มีการเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งช่วงนั้น สวทช. โดยกลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพฯ ได้พัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับให้บริการการแพทย์ทางไกล หรือ Telemedicine นั่นก็คือ ‘AMED Telehealth’ สนับสนุนการทำงาน ให้แพทย์และผู้ป่วยสามารถพูดคุยกันได้แม้ไม่เจอตัว
จนได้ทำงานร่วมกับสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ต้องการเครื่องมือช่วยบริหารจัดการทั้งการดูแล การติดตาม และการบันทึกข้อมูลผู้ป่วย และช่วงเวลาเดียวกัน กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ก็ติดต่อเพื่อขยายบริการดังกล่าวออกไปยังต่างจังหวัด
“ช่วงนั้น การดูแลตัวเองที่บ้าน (Home Isolation) เป็นเรื่องใหม่ ซึ่ง สวทช.ได้มีการปรับปรุงและพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อให้ตอบโจทย์กับหน้างาน สุดท้ายปรับแก้ทั้งหมดเกือบ 200 เวอร์ชั่น” ดร.กิตติระบุ
0‘บริหารจัดการ’ สู่เครื่องมือบันทึกข้อมูลเพื่อ ‘เบิกจ่าย’
ความเข้มข้นของการดูแลผู้ป่วยโรคโควิด-19 ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่องในช่วงนั้น กระทั่ง ประชาชนเริ่มติดเชื้อกันมากขึ้น จนหน่วยบริการไม่อาจรองรับผู้ป่วยได้ทุกราย ทำให้เกิดนโยบายสำคัญ ‘เจอ แจก จบ’ โดยเป็นการรักษาเสมือนผู้ป่วยนอก และยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ได้ทำงานร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในฐานะแพลตฟอร์มที่ดูแลข้อมูล ‘การเบิกจ่าย’
“ตั้งแต่นั้นมา ก็ทำงานร่วมกันตลอด เพื่อนำข้อมูลที่หน่วยบริการบันทึกลงแพลตฟอร์มมาใช้ในการเบิกจ่าย ฉะนั้น ระบบนี้จึงเป็นระบบที่ครบวงจร ตั้งแต่ผู้ให้บริการ ไปจนถึงผู้จ่ายเงิน” ดร.กิตติ กล่าว
อย่างไรก็ดี แม้ว่าโรคโควิด-19 จะถูกประกาศเป็นโรคประจำถิ่นแล้ว แต่แพลตฟอร์ม AMED ก็ยังคงดำเนินการอยู่จนเกิดนโยบาย ‘16 กลุ่มอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยรับยาได้ที่ร้านยา’ หรือ ‘Common Illness’ ที่ได้มีการปรับชื่อเป็น ‘A-MED Care Pharma’ แพลตฟอร์มเชื่อมร้านยา ดูแลผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง 16 อาการ เพื่อสนับสนุนร้านยาที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมๆ กับทำระบบข้อมูลเพื่อการเบิกจ่ายให้มีความรัดกุม และตรวจสอบย้อนหลังได้
ดร.กิตติ มองว่าการทำงานกันอย่างใกล้ชิดกับ สปสช. ทำให้การตรวจสอบการเบิกจ่าย ซึ่งเป็นหน้างานสำคัญสามารถทำได้ง่ายขึ้น เพราะข้อมูลการให้บริการที่ต้องมีความครบถ้วนและแม่นยำ ตรงนี้เป็นสิ่งที่แพลตฟอร์มได้เตรียมไว้แล้ว โดยข้อมูลนี้ ยังถือเป็นส่วนสำคัญมาก ที่ผู้ให้บริการสามารถเบิกจ่ายค่าบริการกับ สปสช.ได้
“เราต้องออกแบบให้โปรแกรมสะท้อนความเป็นจริง ทั้งฝั่งผู้ให้บริการ และฝั่งตรวจสอบ ที่จะต้องมั่นใจว่าข้อมูลมีความน่าเชื่อถือ ฉะนั้น จึงต้องออกแบบให้มีไทม์ไลน์ชัดเจน มีไทม์สแตมป์ เพื่อให้ข้อมูลที่ส่งไปมีความน่าเชื่อถือ กองทุนก็สบายใจ” ดร.กิตติ อธิบาย
0‘ฐานข้อมูล’ ให้บริการ รองรับ ‘30 บาทรักษาทุกที่ฯ’
การประกาศนโยบาย ‘30 บาทรักษาทุกที่ฯ’ เป็นอีกหนึ่งครั้งที่ทำให้แพลตฟอร์ม Digital Healthcare Platform : AMED ต้องมีการปรับโปรแกรมใหม่ เพื่อรองรับหน่วยบริการเอกชนจากหลายวิชาชีพ เช่น คลินิกเวชกรรม ร้านยา คลินิกเทคนิคการแพทย์ คลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ คลินิกทันตกรรม คลินิกกายภาพบำบัด และคลินิกแพทย์แผนไทย หรือที่เรียกว่า ‘หน่วยบริการนวัตกรรม’ 7 ประเภท ขณะนี้ มีการเก็บข้อมูลจากร้านยา คลินิกเวชกรรม คลินิกการพยาบาลฯ และคลินิกแพทย์แผนไทยแล้ว และกำลังจะขยายต่อไปอีกจนครบ
ดร.กิตติ เห็นว่า นโยบายนี้เป็นครั้งแรกๆ ที่มีการดึงคลินิกเอกชนเข้ามาให้บริการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐแบบครบวงจร เพราะที่ผ่านมา การพยายามลดความแออัดในโรงพยาบาลยังคงเป็นปัญหาและเรื้อรังมานาน ฉะนั้น การดึงหน่วยบริการเอกชนเข้ามา ทำให้ปัญหานี้ลดลง
“เมื่อดูจากตัวเลขที่ได้มีการบันทึกไว้ จะเห็นว่าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้เห็นว่าเป็นนโยบายที่สำคัญ และประชาชนได้ประโยชน์อย่างแท้จริง” ดร.กิตติ กล่าว
อย่างไรก็ดี หลังจากที่นโยบายได้เริ่มนำร่องมาในเดือนมกราคม 2567 ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ กลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพฯ พัฒนา ‘กระดานข้อมูล’ หรือ ‘Dashboard’ ชั่วโมง เพื่อเก็บสถิติ และคืนข้อมูลบริการที่อัพเดตทุก 1 ชั่วโมง เช่น ข้อมูลระบบรายงานร้านยา ระบบรายงานคลินิกพยาบาล ระบบรายงานคลินิกเวชกรรม ฯลฯ และยังเตรียมไว้สำหรับการเบิกจ่ายของ สปสช.ด้วย
“ถ้าให้อธิบาย Dashboard ง่ายๆ ก็เป็นข้อมูลการให้บริการ ทั้งจำนวนครั้งให้บริการในแต่ละวัน จำนวนสะสม มีการแบ่งออกเป็นเขตสุขภาพ เป็นจังหวัดด้วย” ดร.กิตติ ระบุ
มากไปกว่านั้น การรวบรวมข้อมูลในลักษณะนี้ยังจะนำไปสู่การพยากรณ์ความชุกของโรคในแต่ละพื้นที่ได้ รวมไปถึงอาจตอบโจทย์กับระดับผู้บริหารภายในเขตสุขภาพนั้นๆ ด้วย และในอนาคตอาจเป็นการรวมข้อมูลขนาดใหญ่การให้บริการในฝั่งของคลินิกเอกชนอีกด้วย
ดร.กิตติ ยังอธิบายว่า อีกหนึ่งจุดเด่นของแพลตฟอร์ม นั่นคือ ‘ระบบการตรวจสอบก่อนการเบิกจ่าย’ (Pre-audit) เพื่อให้หน่วยบริการ ตรวจสอบความถูกต้องข้อมูลก่อนส่งเบิกกับ สปสช. ระบบนี้เป็นระบบที่มีแนวคิดร่วมกับ สปสช. ตั้งแต่ช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 เพื่อให้การเบิกจ่ายของหน่วยบริการทำได้รวดเร็วมากขึ้น
“เป็นการลดภาระงานหลังบ้าน เพราะมีการสกัดไว้ตั้งแต่ต้นทางแล้ว ฉะนั้น ฝ่ายตรวจสอบการเบิกจ่ายก็จะง่ายขึ้น มีเวลาไปตรวจเคสที่ผิดปกติจริงๆ เราช่วยสกัดตรงนี้ เราทำงานร่วมกัน ในอนาคตก็จะทำให้งานง่ายขึ้น ถ้าไม่มีอะไรผิดปกติ เอกชนจะได้เงินภายใน 3 วัน ตามนโยบาย ก็จะดึงดูดเอกชนให้เข้ามามากขึ้น” ดร.กิตติ ให้ภาพ
0จ่อนำ ‘วิจัย’ ช่วยงาน ‘ปฐมภูมิ’
ดร.กิตติ ให้ความเห็นว่า ในการทำงานสนับสนุนนโยบาย ยังมีความท้าทายเรื่องของการเก็บข้อมูลทันตกรรมจากคลินิก เนื่องจากงานทันตกรรมมีความเฉพาะทาง และอาจจะต้องมีแผนผังของฟันแต่ละซี่เพื่อใช้ในการรักษา ซึ่งส่วนนี้จะต้องอาศัยการบันทึกที่ละเอียด จึงต้องมีการทำงานร่วมกับสภาวิชาชีพ ซึ่งเป็นอีกส่วนสำคัญในการออกแบบแพลตฟอร์ม
อย่างไรก็ดี การพัฒนาแพลตฟอร์มดังกล่าวเพื่อสนับสนุนระบบสุขภาพเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะยังมีอีกหลายงานวิจัย เช่น งานวิจัยด้านการคัดกรอง ที่จะเข้าไปในงานบริการด้านปฐมภูมิ หรือการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยวิเคราะห์การระบาดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เพื่อเสริมให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“งานปฐมภูมิยังมีอีกมาก และยังมีเรื่องการทำงานเชิงรุก เช่น การเยี่ยมบ้าน ที่ก่อนหน้านี้ก็ได้มีการพัฒนาโปรแกรมสำหรับการเยี่ยมบ้านชื่อว่า Family Folder Collector (FFC) เชื่อมเข้ากับ สธ.” ดร.กิตติ ระบุ
ดร.กิตติ อธิบายเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันยังมีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) บางแห่งใช้อยู่ โดยระบบจะมีความครบถ้วน ทั้งการระบุตำแหน่ง การบันทึกให้บริการ และข้อมูลก็ถูกเชื่อมต่อไปยังฐานข้อมูลกลาง พร้อมกับคิดต่อไปอีกว่าอาจจะนำมาต่อยอดได้ เพราะการเยี่ยมบ้านเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง สอดรับกับเป้าหมายของแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพการแพทย์ของ สวทช. ซึ่งให้ความสำคัญการให้บริการที่ “เข้าถึงง่าย บริการทุกระดับ เพิ่มประสิทธิภาพการบริการการแพทย์ ดูแลทุกช่วงวัย”
ผู้สนใจติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพการแพทย์ สวทช. โทร 0-2564-7000, อีเมล์ : [email protected], เว็บไซต์ : www.nstda.or.th

