กรมแพทย์แผนไทยฯ เดินหน้าหนุนใช้ ‘สมุนไพร’ ทดแทนยาแผนปัจจุบัน

17.07.24 | 17:31 น.
วันนี้ (17 กรกฎาคม 2567) นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า กรมการแพทย์แผนไทยฯ จัดประชุมสื่อสารนโยบายไปยังเภสัชกรที่ปฏิบัติงานในหน่วยบริการสุขภาพ เพื่อส่งเสริมให้มีการใช้ยาสมุนไพรทดแทนยาแผนปัจจุบันในหน่วยบริการสุขภาพ ตลอดจนพัฒนานวัตกรรม และงานวิจัย ตามที่นโยบาย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการ สธ. ที่มุ่งหวังให้มีการขับเคลื่อนงานด้านสมุนไพรและยาไทย ให้มีงานวิจัย และนวัตกรรมที่สามารถใช้เป็นทางเลือกให้กับผู้ป่วยในการรักษา สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคงทางยา และลดการนำเข้าวัตถุดิบและยาจากต่างประเทศ ซึ่งการใช้ยาสมุนไพรทดแทนยาแผนปัจจุบัน ยังจำเป็นต้องสนับสนุนให้เกิดความรู้ความเข้าใจด้านการใช้ยาแผนไทยแก่บุคลากรทางการแพทย์และประชาชนให้มากขึ้น ล่าสุด สธ.ได้ผลักดันให้มีการเพิ่มงบประมาณการผลิตยาสมุนไพรเพิ่มอีกร้อยละ 50 จากเดิม 1,000 ล้าน เป็น 1,500 ล้าน คาดว่าจะช่วยเพิ่มยาสมุนไพรและตำรับยาไทยในระบบบริการ ให้มีใช้อย่างเพียงพอ มีความหลากหลาย และประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย
“ปัจจุบัน กรมการแพทย์แผนไทยฯ สนับสนุนให้มีการใช้ยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติทดแทนยาแผนปัจจุบัน จำนวน 18 รายการ และมีแผนที่จะขยายเพิ่มจำนวนรายการยาสมุนไพรทดแทนยาแผนปัจจุบันต่อไปอีกเรื่อยๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถได้เข้าถึงยาสมุนไพรที่มีคุณภาพในระบบบริการทางการแพทย์ นอกจากนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงงานภาคเอกชนที่ผลิตยาสมุนไพรประมาณ 1,000 แห่ง มีโรงงานสกัด 11 แห่ง โรงงานผลิตยาสมุนไพร WHO GMP 46 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ” นพ.ทวีศิลป์ กล่าว
อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยฯ กล่าวว่า จากข้อมูลระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสาธารณสุข (Health Data Center: HDC) พบว่า การจ่ายยาจากสมุนไพรในระบบบริการสาธารณสุขมีมูลค่า 1,298 ล้านบาท ในส่วนมูลค่าจากสมุนไพรที่ผลิตจากโรงงาน WHO GMP มีมูลค่า 266 ล้านบาท เป็นมูลค่ายาในบัญชียาหลักแห่งชาติ ประกอบด้วย ยาเดี่ยว 158 ล้านบาท ยาตำรับ 69 ล้านบาท ยานอกบัญชียา 39 ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 20 ของมูลค่าการจ่ายยาในระบบ
“สำหรับยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ที่มีการจ่ายสูงสุด 10 อันดับแรก ของปี 2562-2566 ได้แก่ 1. ฟ้าทะลายโจร 2.ขมิ้นชัน 3.มะขามแขก 4.เถาวัลย์เปรียง 5.ยาประสะมะแว้ง และยาอมมะแว้ง 6.มะระขี้นก
7.สหัสธารา 8.ยาเพชรสังฆาต 9.ขิง 10.ตรีผลา และยาสมุนไพร ในบัญชียาหลักแห่งชาติที่มีมูลค่าสูงสุด 10 อันดับแรก ของปี 2562-2566 ได้แก่ 1.ฟ้าทะลายโจร 2.ขมิ้นชัน 3.มะขามแขก 4.ไพลและน้ำมันไพล 5.ยาแก้ไอมะขามป้อมและยาแก้ไอผสมมะขามป้อม 6.ยาประสะมะแว้ง และ ยาอมมะแว้ง 7.ยาประคบ 8.เถาวัลย์เปรียง 9.สหัสธารา และ 10.ยาธาตุอบเชย” นพ.ทวีศิลป์ กล่าว
ทางด้าน ภญ.ดวงแก้ว ปัญญาภู รองผู้อำนวยการกองวิชาการและแผนงาน กล่าวว่า เภสัชกรเป็นหนึ่งในบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นบุคลากรที่มีความรู้เรื่องเกี่ยวกับสมุนไพรมากที่สุด ทั้งในด้านของข้อบ่งใช้ ข้อควรระวัง และการติดตามผลการรักษา ในส่วนของเภสัชกรที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาลจะเกี่ยวข้องกับสมุนไพรในหลายบทบาท ที่สำคัญ คือ เป็นเลขานุการคณะกรรมการเภสัชกรรมและการบำบัด ซึ่งทำหน้าที่ดำเนินการจัดการระบบตำรับยา จัดทำข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณานำยาเข้าตำรับรายการยาของโรงพยาบาล และบริหารจัดการด้านความปลอดภัยจากการใช้ยา รวมไปถึงการจ่ายยาและให้คำแนะนำ ปรึกษา เรื่องการใช้ยาแก่ผู้ป่วย
“นอกจากนี้ ในบางโรงพยาบาลที่มีโรงงานผลิตยาสมุนไพรมาตรฐาน WHO GMP เภสัชกรยังมีหน้าที่ในการจัดการด้านการผลิตยาสมุนไพร ดังนั้น เภสัชกรจะเป็นบุคคลหนึ่งที่มีความสำคัญที่จะทำให้เกิดการใช้ยาสมุนไพรทดแทนยาแผนปัจจุบันได้ ซึ่งเป็นโอกาสของการพัฒนายา จากสมุนไพรไทย ให้มีมาตรฐานและมีมากเพียงพอต่อการใช้ ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นคงทางยา และเสริมเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป”     ภญ.ดวงแก้ว กล่าว