สปสช.ขยายหน่วยบริการมาตรา 3 ครอบคลุม 8 ด้าน สถานพยาบาลขึ้นทะเบียนแล้ว 56 แห่ง

6.08.24 | 13:54 น.

สปสช.ขยายหน่วยบริการมาตรา 3 ครอบคลุม 8 ด้าน สถานพยาบาลขึ้นทะเบียนแล้ว 56 แห่ง

วันนี้ (6 สิงหาคม 2567) รศ.ภญ.ยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ในการดำเนินงานระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง 30 บาทรักษาทุกที่ เพื่อให้เกิดการเข้าถึงบริการผู้ใช้สิทธิบัตรทองทุกกลุ่ม โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางที่เข้าไม่ถึงบริการ ด้วยการรับบริการบางอย่างที่มีความจำเพาะ จึงจำเป็นต้องใช้กลไกการมีส่วนร่วมในการจัดบริการที่ทำให้เกิดการเข้าถึง เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพ ที่ผ่านมา สปสช.โดยกลุ่มภารกิจสนับสนุนการมีส่วนร่วมและคุ้มครองสิทธิ ได้มีการประสานการดำเนินงานร่วมกับองค์กรภาคประชาชนในด้านต่างๆ พร้อมสนับสนุนการร่วมจัดบริการและขึ้นทะเบียนเป็น หน่วยบริการรับส่งต่อเฉพาะด้านขององค์กรภาคประชาชน ตามมาตรา 3 พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545

“สปสช.ได้กำหนดเป้าหมายการขึ้นทะเบียนหน่วยบริการฯ ตามมาตรา 3 แบ่งเป็น 8 ด้าน 1.บริการฟื้นฟูคนพิการ 2.บริการด้านเอชไอวี 3.บริการดูแลประคับประคองระยะท้ายและชีวาภิบาล 4.บริการด้านมิตรภาพบำบัด 5.บริการสุนัขบำบัด 6.บริการด้านยาเสพติด 7.บริการพาหนะรับส่งผู้ป่วย และ 8.บริการด้านอนามัยเจริญพันธุ์ โดยในจำนวนนี้ หน่วยบริการฯ มาตรา 3 ใน 3 ด้านแรก สปสช.ได้มีการร่วมจัดบริการและขึ้นทะเบียนหน่วยบริการไปแล้ว และมีที่อยู่ระหว่างดำเนินการเพิ่มเติมเช่นเดียวกับอีก 5 ด้าน ที่ได้เริ่มดำเนินการเตรียมการในปี 2567 ต่อเนื่องถึงปี 2568” รศ.ภญ.ยุพดี กล่าว

รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า จากการดำเนินงานการเพื่อขึ้นทะเบียนหน่วยบริการฯ ตามมาตรา 3 ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน สปสช.ได้ดำเนินการร่วมมือกับเครือข่ายผู้ติดเชื้อ เครือข่ายด้านคนพิการ และเครือข่ายด้านผู้นำศาสนา รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมจัดบริการและขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการฯ โดยในปี 2563 ได้มีการจัดบริการและขี้นทะเบียนหน่วยบริการฯ เพื่อให้บริการทักษะการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ (Independent Living: IL) และหน่วยบริการ O&M สำหรับคนตาบอด ต่อมาในปี 2566 ได้เพิ่มเติมการจัดบริการและขึ้นทะเบียนหน่วยบริการด้านเอชไอวี และในปี 2567 มีการขยายการจัดบริการและขึ้นทะเบียนหน่วยบริการฯ นวดฟื้นฟูเด็กพิการ และองค์กรศาสนา (พุทธ, คริสต์) เพื่อดูแลผู้ป่วยประคับประคองและระยะท้าย ชีวาภิบาล ปัจจุบันได้มีหน่วยบริการฯ มาตรา 3 ที่ได้ขึ้นทะเบียนกับ สปสช. แล้วทั้งสิ้น 59 แห่ง

Advertisement

รศ.ภญ.ยุพดี กล่าวว่า สำหรับในปี 2567 เป็นปีที่มีการขับเคลื่อนเพื่อนำไปสู่การจัดตั้งและขึ้นทะเบียนหน่วยบริการฯ มาตรา 3 ที่หลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านบริการฟื้นฟูจิตเวช บริการฟื้นฟูทางการได้ยิน บริการฟื้นฟูบุคคลออทิสติก และบริการฟื้นฟูพิการทางสติปัญญา นอกจากนี้จากการขับเคลื่อนบริการดูแลประคับประคองและระยะท้าย สถานชีวาบาล โดยศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ (ศพอส.) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) บริการด้านมิตรภาพบำบัดที่ร่วมกับเครือข่ายผู้ไร้กล่องเสียง บริการสุนัขบำบัดที่อยู่ระหว่างการเตรียมการศึกษา บริการด้านยาเสพติดโดยสถานฟื้นฟูยาเสพติดภาคเอกชน เครือข่าย Harm Reduction บริการพาหนะรับส่งผู้ป่วย โดยองค์กรมูลนิธิและภาคประชาชน และด้านอนามัยเจริญพันธุ์ ที่ร่วมกับเครือข่ายเด็กและเยาวชน สายด่วนตั้งครรภ์ไม่พร้อม

“ส่วนในปีงบประมาณ 2568 สปสช. ยังมีแผนที่จะขับเคลื่อนหน่วยบริการฯ มาตรา 3 อย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของเครือข่ายผู้ป่วยมะเร็ง (มะเร็งเต้านม/มะเร็งต่อมน้ำเหลือง/มะเร็งลำไส้) เครือข่ายผู้ป่วยโรคไต และเครือข่ายผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดการดูแลผู้ป่วยด้วยกัน หน่วยบริการรับส่งต่อเฉพาะด้านขององค์กรภาคประชาชนตามมาตรา 3 เป็นส่วนที่เข้ามาช่วยหนุนเสริมและสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยร่วมกับหน่วยบริการที่มีอยู่ในระบบ โดยมีมาตรฐานการให้บริการ ทั้งการดูแลการฟื้นฟูที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์มาตรฐาน ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดภาระงานบุคลากรทางการแพทย์ ลดความแออัดในโรงพยาบาล ช่วยอุดช่องว่างบริการระบบสุขภาพ ที่เป็นการเสริมศักยภาพระบบบริการให้มีความเข้มแข็ง” รศ.ภญ.ยุพดี กล่าว