รพ.จุฬาฯ คว้า ‘เหรียญทอง’ รักษาภาวะ ‘หัวใจล้มเหลว’ แห่งแรกของไทย
เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่โรงพยาบาล (รพ.) จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ผู้อำนวยการ รพ.จุฬาฯ และคณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานแถลงข่าวศูนย์โรคหัวใจ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย รับรางวัลคุณภาพมาตรฐานเหรียญทอง (Gold Award) ในการรักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว ก้าวสู่โรงพยาบาลหัวใจมาตรฐานระดับโลก จาก The American Heart Association เป็นแห่งแรกของประเทศไทย โดยมี ผศ.พญ.ยุวรีย์ พิชิตโชค รองผู้อำนวยการ รพ.จุฬาฯ ฝ่ายยุทธศาสตร์องค์กรและทรัพยากรบุคคล, รศ.นพ.สุพจน์ ศรีมหาโชตะ หัวหน้าหน่วยอายุรศาสตร์หัวใจและหลอดเลือด ฝ่ายอายุรศาสตร์ รพ.จุฬาฯ, ผศ.(พิเศษ)นพ.สมชาย ปรีชาวัฒน์ หัวหน้าศูนย์โรค รพ.จุฬาฯ และ ทีมแพทย์ศูนย์โรคหัวใจ รพ.จุฬาฯ เข้าร่วม

รศ.นพ.ฉันชาย กล่าวว่า ศูนย์โรคหัวใจ รพ.จุฬาฯ ให้บริการวินิจฉัยและดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดแบบครบวงจร มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ รพ.จุฬาฯ ได้รับรางวัล Gold Award จาก The American Heart Association (AHA) จากสมาพันธ์แพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ประจำปี พ.ศ.2567 ในการดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวหรือผู้ป่วยในภาษาอังกฤษ เรียกว่า Heart failure เป็นความภาคภูมิใจของโรงพยาบาล ที่ได้รับรางวัลดังกล่าวเป็นแห่งแรกของประเทศไทย นับเป็นการปักหมุดของประเทศที่สำคัญ โดย รพ.จุฬาฯ มีแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด มีเทคโนโลยีและเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย ให้บริการวินิจฉัยดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจแบบครบวงจร มุ่งให้บริการประชาชนทุกระดับและเป็นที่พึ่งพาทางสุขภาพของประชาชนคนไทย

รศ.พญ.ศริญญา ภูวนันท์ หัวหน้ากลุ่มงานภาวะหัวใจล้มเหลวและอายุรศาสตร์การปลูกถ่ายหัวใจ และ Clinical Champion Gold Award กล่าวว่า สำหรับภาวะหัวใจล้มเหลว สามารถเกิดจากปัจจัยที่ป้องกันได้ เช่น โรคอ้วน โรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่เกิดจากพฤติกรรมเสี่ยง ได้แก่ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ผู้ที่สูบบุหรี่ หรือไม่มีการออกกำลังกาย เป็นต้น นอกจากนั้น ยังเกิดจากปัจจัยที่ไม่สามารถป้องกันได้ เช่น การได้รับยาเคมีบำบัดที่มีผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ หรือการติดเชื้อไวรัสที่กล้ามเนื้อหัวใจ โดยปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งจะต่างจากภาวะหัวใจหยุดเต้นกระทันหัน เนื่องจากการภาวะหัวใจล้มเหลว เป็นภาวะที่หัวใจทำงานได้น้อยลง ทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้น้อย จึงเกิดน้ำคั่งบริเวณส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น น้ำคั่งในปอด ทั้งนี้ ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว มักจะพบแพทย์ด้วยอาการเหนื่อย หายใจลำบากจนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ แพทย์จึงต้องทำการซักประวัติ หรือส่งตรวจอัลตราซาวด์หัวใจ อย่างไรก็ตาม ความยากของการดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวคือการให้ยา เนื่องจากยาบางชนิดมีผลข้างเคียงต่อผู้ป่วย เช่น ชีพจรต่ำลง ดังนั้นการปรับยาต้องมีการระมัดระวังอย่างมาก รวมถึงจะต้องอาศัยการตรวจหัวใจด้วยเทคนิคการแพทย์เฉพาะทางด้วย

รศ.พญ.ศริญญา กล่าวว่า อุบัติการณ์ของภาวะหัวใจล้มเหลว ปัจจุบัน มีผู้ป่วยมากกว่า 70 ล้านคนทั่วโลก ส่วนในประเทศไทยมีการคาดการณ์ว่ามีผู้ป่วยประมาณร้อยละ 4 ของประชากรทั้งหมด โดย รพ.จุฬาฯ ดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ประมาณปีละ 1,500 คน โดยเมื่อเดือนมกราคม 2565 โรงพยาบาล ได้เข้าร่วมในโครงการคุณภาพการดูแลผู้ป่วยตามมาตรฐานเวชปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว จาก AHA ซึ่ง มีการกำหนด 4 ตัวชี้วัด ได้แก่ 1.ผู้ป่วยได้รับยามาตรฐาน 4 ชนิด 2.ผู้ป่วยต้องได้รับการตรวจหัวใจด้วยอัลตราซาวด์หัวใจ 3.มีการติดตามผู้ป่วยให้ได้ตามเกณฑ์ และ 4.การควบคุมระดับไขมันในเลือดของผู้ป่วยได้
“สำหรับการเข้าร่วมโครงการ รพ.จุฬาฯ ได้ดูแลผู้ป่วยกลุ่มอาสาประมาณร้อยละ 30 ของผู้ป่วยทั้งหมด ซึ่งจากการดูแลผู้ป่วยเป็นอย่างดี นำมาสู่รางวัลเหรียญทองในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยระดับสากลรองรับว่า หากผู้ป่วยได้รับการรักษาตาม 4 ตัวชี้วัดดังกล่าว จะทำให้ผู้ป่วยมีอายุยืนยาวขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น ลดการนอนโรงพยาบาลมากขึ้น รวมถึงช่วยยืดเวลาการมีชีวิตอยู่จากเดิมที่เฉลี่ยประมาณ 5 ปี เป็น 10 ปี ด้วย” รศ.พญ.ศริญญา กล่าวและว่า ความสำเร็จดังกล่าวศูนย์โรคหัวใจ รพ.จุฬาฯ ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะทีมงานผู้ที่สนับสนุนโครงการ ได้แก่ นพ.ธนวินทร์ สุขสิริวรบุตร และ นพ.พีรวัฒน์ ภูวัตณัฐสิทธิ ด้วย

