สหภาพการรถไฟฯ บุก กทม. ทวงค่าเช่าตลาดนัดจตุจักร ค้างตั้งแต่ปี 61 ศาลแพ่งสั่งจ่าย 672 ล.

22.08.24 | 13:34 น.

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า นายสราวุธ สราญวงศ์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) ยื่นหนังหนังสือร้องเรียนถึงนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เรื่อง กทม. ค้างชำระค่าใช้ประโยชน์ในที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทยบริเวณตลาดนัดจตุจักร โดยมี นายภิมุข สิมะโรจน์ เลขานุการผู้ว่าฯ กทม.เป็นผู้รับหนังสือแทนผู้ว่าฯ กทม.

นายสราวุธกล่าวว่า สร.ทรฟ.มีการติดตามทวงถามค่าใช้ประโยชน์ที่ดินของตลาดนัดจตุจักร ขนาด 68 ไร่ 1 งาน 88 ตร.ว. หลังจากที่มีมติ ครม.ให้ กทม.บริหารจัดการพื้นที่ตลาดนัด 10 ปี จนถึงปี 2571 โดย กทม.ต้องจ่ายค่าเช่าปีละ 169,423,250 บาท และให้มีการทบทวนค่าเช่าทุกๆ 3 ปี รวมถึงให้มีการลงนามสัญญาร่วมกัน แต่ว่า กทม.ยังไม่ลงนามสัญญา โดยมีการอ้างว่ายังไม่มีการพูดคุยรายละเอียดกัน แต่ทาง รฟท.ได้หารือพูดคุยแล้ว ส่งร่างสัญญาให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว เมื่อมีการส่งสัญญากลับมา กทม.ก็ยังไม่ลงนามในสัญญา รฟท.จึงยื่นฟ้องศาลแพ่ง ซึ่งศาลมีคำพิพากษาให้ กทม.จ่ายค่าใช้ประโยชน์ที่ดินประมาณ 672 ล้านบาทรวมดอกเบี้ย นับตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2561 ถึง 27 มิ.ย. 2565 และ กทม.ต้องจ่ายเงินในอัตราเดือนละประมาณ 14 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2565 จนกว่าจะมีการลงนามในสัญญา

จึงอยากให้ กทม.เร่งชำระค่าใช้ประโยชน์จากที่ดิน และถอนการอุทธรณ์ต่อศาลแพ่ง เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของหน่วยงานของรัฐ จึงอยากให้มีการเจรจาภายในระหว่างกัน หรือตั้งคนกลางขึ้นมาเจรจา โดยมีตัวแทนจากกระทรวงคมนาคม และกระทรวงมหาดไทย

นายสราวุธกล่าวว่า จากการชี้แจงจาก กทม.มีเรื่องของสถานการณ์โรคโควิด-19 ที่ตอนนั้นไม่สามารถเปิดทำการค้าขายได้เต็มที่ ประเด็นนี้จะต้องมีการพูดคุยเจรจากัน แต่ว่าในปัจจุบันมีการเปิดค้าขายตามปกติแล้ว จึงอยากให้ กทม.จ่ายเงินค่าใช้ประโยชน์ที่ดินได้เลย

Advertisement

หลังจากนี้จะให้เวลา กทม.เตรียมข้อมูลและชี้แจง ถ้าหากไม่มีความคืบหน้า สรฟ.จะยกระดับไปติดตามที่มติ ครม. รวมถึงเสนอปัญหาไปยังกระทรวงคมนาคม และกระทรวงมหาดไทยเพิ่มเติม

ส่วนการจะนำที่ดินกลับมาให้ รฟท.บริหารจัดการนั้น นายสราวุธกล่าวว่า หากไม่ได้รับการแก้ไขปัญหา จะเสนอให้ รฟท.นำที่ดินดังกล่าวมาบริหารจัดการเอง เพราะ รฟท.มีการตั้งบริษัทลูกในการบริหารทรัพย์สินอยู่แล้ว

“เมื่อ รฟท.รับรายได้เข้ามา ก็จะนำมาปรับปรุงการให้การบริการรถไฟได้ สุดท้ายผลประโยชน์ก็ตกอยู่กับประชาชน“ นายสราวุธกล่าว