ชัชชาติ ยันสบายใจได้ น้ำเหนือไม่มากเท่าปี 54 ห่วงน้ำฝนมากกว่า คาด ก.ย.นี้ตกหนักเท่าปี 65
เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมด้วย นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. และคณะ แถลงข่าวการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำเหนือ และน้ำฝนของกรุงเทพฯ พร้อมลงเรือตรวจสอบความพร้อมแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา จากท่าเรือส่วนการท่องเที่ยว ใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า เขตพระนคร ถึงวัดสร้อยทอง เขตบางชื่อ
นายชัชชาติกล่าวว่า กรุงเทพฯ สามารถรับน้ำเหนือได้อีกมาก เพราะเขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนภูมิพลยังมีความจุ สถานการณ์ต่างจากปี 2554 อีกทั้ง 2 ปีที่ผ่านมา เรานำบทเรียนจากปี 2565 มาปรับปรุง โครงสร้างและระบบให้ดีขึ้น ขอให้สบายใจได้
อย่างไรก็ตาม น้ำท่วมเมื่อปี 2554 ตนเองอยู่ในเหตุการณ์เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หลังปี 2554 กทม.ได้ทำโครงสร้างแนวป้องกันน้ำเหนือยาวเกือบ 600 กิโลเมตร ส่วนมวลน้ำจากสุโขทัย เมื่อเข้ามายังเขื่อนเจ้าพระยา กรมชลประทานจะแจ้งมายัง กทม. คาดการณ์ว่าในอีก 7 วัน เขื่อนเจ้าพระยาจะปล่อยน้ำเพิ่ม 300 ลบ.ม./วินาที ซึ่งอาจมีชุมชนนอกคันกั้นน้ำ 16 ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ

นายชัชชาติกล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าน้ำเหนือ คือ น้ำฝน ซึ่งจากการคาดการณ์พบว่าเดือนกันยายนนี้จะมีฝนตกมากกว่าปกติ อาจจะเทียบเท่าเหมือนในปี 2565 ที่มีปริมาณน้ำฝนสะสมกว่า 800 มิลลิเมตร ซึ่งมีการเฝ้าระวังในคลองเปรมประชากร คลองลาดพร้าว และคลองประเวศบุรีรมย์ โดยได้เตรียมพร้อมรับมือ 100% ซึ่งได้ประสานงานกับสำนักต่างๆ ของ กทม. เพื่อเตรียมแผนเผชิญเหตุ และรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นแล้ว โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจากน้ำท่วม เช่น การนำคนกลับบ้าน หรือรถเสียในถนน
ด้าน นายวิศณุ รองผู้ว่าฯ กล่าวว่า ปัจจุบันพื้นที่ภาคเหนือมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก และอาจส่งผลกระทบให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กทม.ได้ติดตามสถานการณ์และประสานข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมชลประทาน กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำที่อาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในบางพื้นที่ของกรุงเทพฯ

นายวิศณุกล่าวว่า ขณะที่สถานการณ์น้ำเหนือ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยฯ และเขื่อนป่าสัก เปรียบเทียบ ณ วันที่ 25 สิงหาคม 2567 กับ 25 สิงหาคม 2566 พบว่า ปีนี้ดีกว่าและยังสามารถรองรับน้ำได้เพิ่ม ทั้งนี้ ต้องเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิดจากมวลน้ำที่มาจากแม่น้ำยม ซึ่งจะไม่ไหลเข้าเขื่อนหลักและระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันมวลน้ำไหลลงมาถึงจังหวัดสุโขทัย และคาดว่าจะมาถึงกรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณ 6 วัน หรือในวันที่ 2 กันยายนนี้
โดยอัตราการระบายน้ำที่ต้องเฝ้าระวังก่อนถึงกรุงเทพฯ คือที่สถานีบางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งอัตราการระบายน้ำที่สถานีบางไทร ณ วันที่ 27 สิงหาคม 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 1,192 ลบ.ม./วินาที โดยอัตราการระบายน้ำที่ต้องเฝ้าระวังอยู่ที่ 2,500-3,000 ลบ.ม./วินาที
นายวิศณุกล่าวว่า กทม.ได้เตรียมพร้อมการบริหารจัดการน้ำและระบบป้องกันน้ำท่วมต่างๆ และตรวจสอบความแข็งแรงและจุดรั่วซึมของแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางกอกน้อย และคลองมหาสวัสดิ์ ความยาวประมาณ 80 กิโลเมตร ซึ่งหลังจากน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 กทม.ได้เสริมแนวคันกั้นน้ำถาวรริมเจ้าพระยาสูงขึ้นตลอดแนวที่ระดับ 2.80-3.50 เมตร/ระดับน้ำทะเลปานปลาง (ม.รทก.) และเรียงกระสอบทรายเป็นเขื่อนชั่วคราวในบริเวณที่ไม่มีแนวป้องกันน้ำถาวร (แนวฟันหลอ) และบริเวณแนวป้องกันที่มีระดับต่ำตามจุดต่างๆ รวมทั้งตรวจสอบความพร้อมของสถานีสูบน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 96 สถานี และบ่อสูบน้ำตามแนวริมแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสองฝั่งในช่วงน้ำทะเลขึ้น พร้อมทั้งจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังประจำจุด เครื่องสูบน้ำสำรอง เรือผลักดันน้ำ วัสดุอุปกรณ์ กระสอบทราย ตลอดจนเตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการเร่งด่วนเคลื่อนที่ (BEST) และอุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อมปฏิบัติการและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทันทีเมื่อเกิดเหตุน้ำท่วม ตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับ ชุมชนนอกคันกั้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 16 ชุมชน 731 ครัวเรือน ในพื้นที่ 7 เขต ซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนจากน้ำท่วม ได้สั่งการให้สำนักงานพื้นที่ ประกอบด้วย เขตดุสิต พระนคร สัมพันธวงศ์ บางคอแหลม ยานนาวา บางกอกน้อย และคลองสาน ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนชมชนและให้เตรียมชนย้ายสิ่งของให้อยู่ในที่สูง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนหากเกิดปัญหาระดับน้ำขึ้นสูง นอกจากนี้ได้สั่งการสำนักงานเขตที่มีพื้นที่อยู่ตามแนวริมแม่น้ำเจ้าพระยาสำรวจพื้นที่บ้านเรือนของประชาชน จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนในกรณีฉุกเฉินต่างๆ อย่างทันท่วงที
นายวิศณุกล่าวว่า ปริมาณฝนในพื้นที่กรุงเทพฯ ปี 2567 พบว่า ในเดือนสิงหาคมมีปริมาณฝนอยู่ที่ 208.5 มิลลิเมตร มีค่าน้อยกว่าปี 2566 ซึ่งมีค่าอยู่ที่ 224 มิลลิเมตร และปริมาณฝนสะสมในปี 2567 อยู่ที่ 842.5 มิลลิเมตร มีค่าใกล้เคียงกับปี 2566 อยู่ที่ 811.50 มิลลิเมตร ทั้งนี้ จากสถานการณ์ฝนในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า กทม.มีความพร้อม ทั้งในด้านของอุปกรณ์และเจ้าหน้าที่ รวมถึงความพร้อมของประตูระบายน้ำและคันกั้นน้ำริมแม่น้ำในการรับมือกับสถานการณ์น้ำฝน น้ำเหนือและน้ำทะเลหนุนที่เกิดขึ้นขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯ
โดยการรับมือสถานการณ์ฝนของ กทม. ที่ดำเนินการต่อเนื่องมาตลอดคือ การลดระดับน้ำรองรับสถานการณ์ฝน อาทิ พร่องน้ำในคลอง สร้างธนาคารน้ำ (water bank) แก้มลิง การเตรียมความพร้อมระบบระบายน้ำ โดยล้างทำความสะอาดและบำรุงรักษา อุโมงค์ระบายน้ำ ประตูระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำแล้วเสร็จ 100% ทุกจุด รวมถึงการเตรียมความพร้อมอุปกรณ์และเจ้าหน้าที่ ทำให้น้ำท่วมขังหลังฝนตกหนักในปีนี้ลดลงเร็ว
จากนั้น นายขัชชาติ และนายวิศณุ ได้ลงเรือของสำนักเทศกิจตรวจแนวคันกั้นน้ำของ กทม. จากท่าเรือส่วนการท่องเที่ยว ใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ไปยังวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ท่าราชวรดิฐ ใต้สะพานพระราม 8 สิ้นสุดที่สะพานกรุงธนบุรี โดยจุดที่อยู่นอกคันกั้นน้ำและแนวฟันหลอ รวมถึง กทม.ได้เตรียมกระสอบทราย 250,000 ใบ สำหรับปิดจุดเสี่ยงน้ำท่วมแล้ว

