“30 บาทรักษาทุกที่” เป็นนโยบายที่ถูกพูดถึงและสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) เป็นอย่างมาก จากผลวิจัยเรื่อง “การประเมินผลเชิงพัฒนานโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียวในพื้นที่นำร่อง” พบว่า ร้อยละ 99 ของกลุ่มตัวอย่าง 1,618 คน เห็นด้วยกับนโยบายนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เห็นว่านโยบายนี้ทำให้ประชาชนประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย รวมถึงเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทาง เพราะสามารถเลือกสถานพยาบาลได้เอง
30 บาทรักษาทุกที่ เริ่มนำร่องใน 4 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี แพร่ ร้อยเอ็ด และ นราธิวาส คิกออฟครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2567 นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบบริการสุขภาพ

นั่นเพราะ ประชาชนผู้มีสิทธิบัตรทอง 30 บาท สามารถเข้ารับบริการ ณ หน่วยบริการปฐมภูมิ ทั้งในและนอกสังกัด รวมไปถึง “หน่วยบริการนวัตกรรม” ทั้ง 7 ประเภท ซึ่งเป็นคลินิกเอกชนและร้านยา ที่ลงทะเบียนเป็นหน่วยบริการภายใต้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
นโยบายนี้ ขยายความครอบคลุมพื้นที่การให้บริการออกไปเรื่อยๆ โดยเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2567 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศเพิ่มพื้นที่นำร่องอีก 42 จังหวัด รวมเป็น 46 จังหวัด ขณะที่รัฐบาลขีดเส้นว่า ภายในปี 2567 จะดำเนินการได้ครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ
อย่างไรก็ดี ระหว่างที่นโยบายกำลังรุดหน้า ฟากวิชาการก็พยายามที่จะเลาะตะเข็บสอบทานรายละเอียดการดำเนินการควบคู่กันไปด้วย ส่วนหนึ่งก็เพื่อถมช่องว่างของนโยบาย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด
โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) และสำนักงานพัฒนาสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) ได้รับมอบหมายจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้เป็นเจ้าภาพในภารกิจนี้ นำไปสู่การประเมินภายใต้ “โครงการวิจัยการประเมินผลเชิงพัฒนา นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียวในพื้นที่นำร่อง” เพื่อแสวงหาข้อเสนอเชิงนโยบาย กับสิ่งที่ต้องพัฒนาต่อ
งานวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)

ดร.ภญ.ปฤษฐพร กิ่งแก้ว หัวหน้าฝ่ายวิจัย HITAP และหัวหน้าทีมวิจัยในโครงการวิจัยการประเมินผลเชิงพัฒนาฯ บอกว่า งานวิจัยชิ้นนี้มีจุดประสงค์เพื่อวิเคราะห์และประเมินผลลัพธ์ของนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ และพัฒนาข้อเสนอแนะในการปรับปรุงนโยบายให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ โดยมีหลักสำคัญคือ การศึกษาปัจจัยที่เป็นผลสำเร็จ ปัญหา และอุปสรรค และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากนโยบาย 30 บาท รักษาทุกที่ โดยใช้ “ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง” หรือ Theory of Change: TOC เป็นหนึ่งในเครื่องมือการมองเป้าหมายของนโยบาย และใช้การสำรวจและสัมภาษณ์ประชาชน ผู้ให้บริการ และภาคส่วนต่างๆ ในการวัดผลลัพธ์และปัจจัยความสำเร็จ
จากการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่านโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์การดำเนินงานในบางส่วน โดยเฉพาะการลดเวลารอคอย ลดการเดินทาง ลดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะ “ต้นทุนในการรับบริการ” ที่คำนวณจากค่าใช้จ่าย เช่น ค่าเดินทาง ค่าบริโภค ค่าที่พัก กรณีรับบริการต่างจังหวัด รวมถึงค่าเสียโอกาสจากการขาดงานของผู้ป่วยและญาติ ฯลฯ
จากการสำรวจประชากรทั้งในและนอกจังหวัดนำร่อง 1,618 คน พบว่า ประชาชนในพื้นที่นำร่อง 30 บาทรักษาทุกที่ มีต้นทุนรับบริการ 515 บาท ขณะที่ผู้อยู่นอกพื้นที่จะอยู่ที่ 660 บาท ถือว่านโยบายช่วยลดค่าใช้จ่ายลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
มากไปกว่านั้น ยังพบว่าประชาชนในพื้นที่นำร่องมีทักษะและความรู้เรื่องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมากกว่าประชาชนนอกพื้นที่นำร่อง ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าการที่นโยบายดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยี เปรียบเสมือนให้โอกาสประชาชนสามารถใช้เครื่องมือดิจิทัล เช่น การดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น “หมอพร้อม” การยืนยันตัวตน การวิดีโอคอล เป็นต้น
ดร.ภญ.ปฤษฐพร กล่าวว่า แม้จะมีบางส่วนที่บรรลุเป้าหมาย แต่ก็ยังมีบางส่วนที่อาจจะต้องพัฒนา เช่น ตัวชี้วัดสำหรับผู้ให้บริการที่จะต้องให้ผู้รับบริการลงทะเบียนยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชน การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลสุขภาพ (Personal Health Record หรือ PHR) ของประชาชน หรือแม้แต่การสื่อสารเกี่ยวกับหน่วยบริการที่ประชาชนสามารถเข้ารับบริการได้ ซึ่งการดำเนินงานที่ผ่านมา ผู้ปฏิบัติงานต้องเร่งทำยอดแล้ว อาจมีการสื่อสารข้อมูลบางส่วนที่ตกหล่น ไม่ครอบคลุมประโยชน์ที่แท้จริงของนโยบาย ประชาชนอาจไม่ทราบถึงประโยชน์ของการลงทะเบียน และประโยชน์จากการดูข้อมูลสุขภาพของตนเอง
ขณะที่ หน่วยบริการนวัตกรรมบางแห่งยังมีความกังวลเรื่อง “อัตราการจ่าย” ที่คุ้มทุนการทำงาน และที่มาของแหล่งเงินสนับสนุน รวมถึงระบบข้อมูลที่มีความหลากหลาย ทั้งระบบเบิกจ่าย และระบบบริหารจัดการ

จากข้อค้นพบที่ได้ นำมาสู่ข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนา เช่น สธ.ควรปรับตัวชี้วัดในส่วนของการลงทะเบียนพิสูจน์ตัวตนให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ และแบ่งงานออกเป็นระยะเพื่อลดความกดดันของผู้ปฏิบัติ รวมถึงควรมีระยะเวลาที่เพียงพอต่อการให้ประชาชนเข้าใจ และรู้ความสำคัญของการลงทะเบียน และเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของตนเอง ซึ่งปัจจุบัน สธ.ได้ยกเลิกตัวชี้วัดนี้แล้ว เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานมีระยะเวลาเพียงพอที่จะสื่อสารนโยบายนี้อย่างครบถ้วน รวมถึง สธ.ควรพัฒนารูปแบบการบริการ และตัวชี้วัดสำหรับการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพที่เหมาะกับกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีปัญหาสัญชาติ หรือผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ฯลฯ
นอกจากนี้ ควรพิจารณาความพร้อม และความเสถียรของแพลตฟอร์มในการเก็บข้อมูลสุขภาพหากต้องมีการขยายบริการและพื้นที่ดำเนินงาน ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้มีการจัดทำตัวชี้วัดการเชื่อมโยงข้อมูล ให้สามารถเชื่อมกับหน่วยบริการนวัตกรรมนอกเหนือจากสังกัด สธ.ด้วย
งานวิจัยชิ้นนี้ ยังมีข้อเสนอต่อ สปสช.ในการสร้างแรงจูงใจกับหน่วยบริการนวัตกรรมให้เหมาะสมและยั่งยืน ที่ไม่ใช่แค่การเบิกจ่าย แต่ยังรวมถึงการพัฒนาระบบการบันทึกที่ง่าย และเสนอให้ สปสช.ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่มีหน้าที่กำกับดูแลคุณภาพสถานบริการ มีระบบควบคุมคุณภาพ และตรวจสอบการใช้ทรัพยากรที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้มีเฉพาะข้อเสนอถึงผู้กำหนดนโยบายเพียงเท่านั้น ซึ่ง ดร.ภญ.ปฤษฐพรระบุว่า ยังมีข้อเสนอถึงหน่วยบริการที่ “ยังไม่ร่วมโครงการ” ให้เตรียมพร้อมในระยะถัดไป ผ่านหลักการ “SHARE”
ที่ประกอบด้วย S (Security) เตรียมความพร้อมมาตรฐานความปลอดภัยสารสนเทศของหน่วยบริการ เพื่อรองรับการเชื่อมโยงข้อมูลให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ สธ.กำหนด
H (Health Electronics) เตรียมความพร้อมการให้บริการด้านอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งระบบยา ระบบนัดหมาย ระบบคิวที่ควรต้องมีการวางแนวทางชัดเจน A (Awareness) สร้างความตระหนักรู้ในพื้นที่ ทำป้ายประชาสัมพันธ์ อบรมผู้ปฏิบัติงานในโรงพยาบาล สำหรับสื่อสารนโยบายแก่ประชาชน R (Registration) เตรียมความพร้อมการลงทะเบียนด้านอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการลงทะเบียนพิสูจน์ตัวตน เช่น เครื่องอ่านบัตร ตู้คีออส และ E (Equipment) เพื่อการติดตามการสำรองยาและเวชภัณฑ์ โดยเฉพาะหน่วยบริการขนาดใหญ่ที่มีผู้มารับบริการเป็นจำนวนมาก
สิ่งที่กล่าวถึงในเบื้องต้น เป็นข้อค้นพบที่ได้จากการลงพื้นที่ศึกษาวิจัยที่เริ่มตั้งแต่ต้นปี 2567 เพื่อสะท้อนไปยังผู้กำหนดนโยบาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยบางส่วนได้มีการสะท้อนไปแล้ว ทั้งเรื่องข้อเสนอที่ควรปรับตัวชี้วัดในการลงทะเบียนพิสูจน์ยืนยันตัวตน และการดาวน์โหลดแอพพ์ที่สูงเกินไป ทำให้ระยะหลัง สธ.มีการปรับตัวชี้วัดลง ทำให้ผู้ปฏิบัติงานมีโอกาสอธิบายถึงเหตุผลและความจำเป็นต่อประชาชนได้มากขึ้น
สุดท้าย ทีมวิจัยกำลังศึกษา “การคำนวณต้นทุน” ของหน่วยบริการนวัตกรรม รวมถึงขั้นต่อไปภายใต้งานวิจัยชิ้นนี้ จะเป็นการลงพื้นที่ศึกษาใน “กรุงเทพมหานคร” ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งพื้นที่การดำเนินนโยบาย และยังเป็นพื้นที่ที่มีความซับซ้อนทั้งประชากร หน่วยบริการ ตลอดจนการเบิกจ่ายอีกด้วย
มากไปกว่านั้น ดร.ภญ.ปฤษฐพร ยังเปิดเผยถึงแผนการศึกษา “สถาปัตยกรรมข้อมูล” (Data Architecture) ของประเทศไทยในด้านสาธารณสุขในอนาคต เพื่อใช้สำหรับการดูภาพรวม การเชื่อมฐานข้อมูลอื่นๆ ด้วย
ทั้งหมดนี้คือ การสรุปผลลัพธ์และข้อเสนอแนะที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถและยกระดับ 30 บาทรักษาทุกที่ให้ตอบโจทย์ประชาชน รวมทั้งอุดช่องโหว่-ถมช่องว่างให้กับจังหวัดอื่นๆ ที่กำลังจะเข้าสู่การประกาศใช้นโยบายที่จะครอบคลุมทั่วทั้งประเทศภายในปีนี้
งานวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)

