‘พิพัฒน์’ ห่วงประกันสังคมถังแตก เร่งหาทางป้องกองทุน ดึงแรงงานเข้าระบบ หนุนมีบุตร
เมื่อวันที่ 3 กันยายน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนสำนักงานประกันสังคม ครบรอบ 34 ปี ที่สำนักงานประกันสังคม (สปส.) จ. นนทบุรี ว่า กรณีที่มีความกังวลกองทุนประกันสังคมเสี่ยงล้มละลายในอีก 30 ปีข้างหน้า และการสร้างรายได้เข้ากองทุนนั้น ในส่วนการสร้างรายได้เข้ากองทุน กระทรวงแรงงานมีแผนล่วงหน้าไว้แล้ว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเก็บข้อมูลและสอบถามความคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องผ่านการเสวนา

“กระทรวงแรงงานจะหาข้อสรุป และเชิญผู้ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญในการบริหารกองทุน ซึ่งตอนนี้ได้มีการเตรียมการเชิญผู้บริหารกองทุนเทมาเส็ก กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของประเทศสิงคโปร์, กองทุนประเทศญี่ปุ่น, แคนนาดา และที่สำคัญคือ ผู้อำนวยการใหญ่องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ก็จะมาร่วมเสวนาด้วย แต่ที่สำคัญที่สุด กระทรวงแรงงานจะพยายามเชิญผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะบริษัทประกันภัยต่างๆ สถาบันทางการเงินต่างๆ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์, สำนักงบประมาณ และพรรคการเมืองต่างๆ ให้ส่งผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจเข้ามาเพื่อช่วยกันดูว่า หากอีก 30 ปีข้างหน้ากองทุนประกันสังคมจะถึงเวลาล้มละลาย เราจะต้องช่วยกันหาทางออกอย่างไร ไม่ให้พบกับคำว่า ล้มละลาย หรือยืดระยะเวลาของกองทุนประกันสังคมออกไปให้ยาวที่สุด” นายพิพัฒน์ กล่าว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า นอกจากนี้ จะต้องหาวิธีทำให้คนที่เข้าสู่ระบบประกันสังคมไม่น้อยลงกว่าเดิม นั่นคือ การยืดชีวิตกองทุนประกันสังคมที่ยาวนานที่สุด โดยปลายปีนี้ กระทรวงแรงงานและ สปส.ได้หารือกันว่าจะนำอาชีพบางอาชีพที่เป็นอาชีพยกเว้นเข้าสู่ระบบประกันสังคม เช่น เกษตรกร, คนสวน, คนรับใช้ ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนต่างชาติ จะดำเนินการเข้าสู่ระบบประกันสังคม
“ปัจจุบัน ประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติที่ถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมายราว 5 ล้านคน แต่ที่อยู่ในระบบประกันสังคมมีเพียง 1,400,000 คน เท่านั้น หากสามารถเพิ่มจำนวนตรงนี้ได้ และอยู่คงที่ให้ได้ราว 4 ล้านคน นั่นหมายความว่า เราต้องเพิ่มขึ้นอีก 2,600,000 คน ก็จะได้เงินกลับเข้ามาอีกเท่าไร นี่คือการยืดอายุกองทุนประกันสังคมที่คิดว่าน่าจะถาวรกว่าการที่ไปหาดอกผล” นายพิพัฒน์ กล่าวและว่า สำหรับผู้ที่ส่งเงินเข้าสู่กองทุนประกันสังคม ไม่ว่าจะตามมาตรา 33 มาตรา 39 หรือ มาตรา 40 หากไม่มีการกระทำใดๆ เลย คนรุ่นหน้าก็จะเอาเงินมาใส่ให้ประกันสังคม เพื่อจะเอาเงินทดแทนเงินชราภาพ (บำเหน็จชราภาพ) เพราะฉะนั้น ต้องหาแกนกลางทดแทนรุ่นสู่รุ่น ไม่ใช่ให้คนรุ่นต่อไปส่งเงินให้คนรุ่นก่อนใช้ นั่นคือสิ่งที่กระทรวงแรงงานต้องคิด และหาแรงงานมาเพิ่มเพื่อทดแทน และว่า คนไทยปัจจุบันไม่นิยมมีบุตร ฉะนั้น ต้องคิดหาหนทางสร้างแรงจูงในการมีบุตร และทำให้คนรุ่นใหม่เมื่อแต่งงานแล้วพร้อมที่จะมีบุตร ในเมืองอาจจะยุ่งยาก ก็จะไปส่งเสริมคนในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น

