กทม.จะรอดไหม? อาจารย์ ม.เกษตร กางสถิติเทียบฝนปี54 ชลประทาน หวั่นขยะอุดตันเครื่องสูบน้ำ

3.09.24 | 16:42 น.

เมื่อวันที่ 3 กันยายน เวลา 10.30 น. ที่ห้องประชุมวารีทัศน์ ชั้น 6 อาคารภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ มีการจัดงานเสวนาเรื่อง “วิกฤตน้ำท่วม ปัญหาและการแก้ไขอย่างยั่งยืน” โดยวิทยาลัยการชลประทาน กรมชลประทาน สถาบันสมทบมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับ ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ

โดย นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ ผู้ทรงคุณวุฒิวิทยาลัยการชลประทาน, อาจารย์ชัยยะ พึ่งโพธิ์สภ ผู้อำนวยการวิทยาลัยการชลประทาน, นายเฉลิมพล ทองน้อย ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา สำนักงานชลประทานที่ 11 และ ผศ.ดร.ณัฐ มาแจ้ง ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มก. ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.ยุทธนา ตาละลักษมณ์

ผศ.ดร.ณัฐ มาแจ้ง อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ตนนำเสนอลักษณะรูปแบบของฝนที่ตกในปีนี้ ตั้งแต่ปีพ.ศ.2554 เป็นต้นไป ซึ่งจากข้อมูลสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) รวบรวมไว้ได้ดี ตนจึงดึงมาใช้เป็นจำนวนมาก

“เราจะเห็นว่าค่าเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2554 2560 2565 มีความแตกต่างระหว่างฝนแต่ละปี ทั้งมากขึ้นและน้อยลงจากค่าเฉลี่ย โดยปี 2565 มีค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ ทั้งปีรวมแล้วสูงกว่าเส้นค่าเฉลี่ย ซึ่งที่ผ่านมาหลายคนรู้สึกว่าน้ำเยอะดี ปลูกข้าวฤดูแล้งได้เยอะ แต่เราต้องมาดูค่าผิวน้ำมหาสมุทร ถ้าค่าสูงจะเป็น ‘เอลนีโญ’ ถ้าเกิดค่าต่ำจะเป็น ‘ลานีญา’ โดยเฉพาะค่าที่เป็นลบตรงนี้ ส่วนใหญ่จะตรงกับปีที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ คือ ปี 2554 2560 2565 ซึ่งตอนนี้ปี 2567 เราเริ่มกลัวกัน เพราะว่ามันเริ่มมีค่าทำนายของฝนช่วงท้ายที่เริ่มโผล่ขึ้นมาว่า จะท่วมใหญ่อีกหรือเปล่า” ผศ.ดร.ณัฐชี้

Advertisement

ผศ.ดร.ณัฐกล่าวว่า หากเปรียบเทียบกับข้อมูลปี 2554 น้ำท่วมตั้งแต่ดอนเมืองเข้ามาเป็นคลองวิภาวดี ซึ่งตอนนั้นเรามีพายุเข้ามา 5 ลูก และร่องมรสุมที่ทำให้ฝนตก น้ำเต็มอ่าง จนทำให้เกิดพื้นที่น้ำท่วมเสียหายวงกว้าง หากเราพูดถึงสาเหตุของน้ำท่วม ต้องมาดูข้อมูลแผนที่การกระจายตัวของฝนจากสสน. ทำให้เราเห็นภาพเปรียบเทียบตั้งแต่ปี 2554 2565 และ 2567 จะเห็นว่าปริมาณน้ำฝนทั้งปีใกล้กันเลย ซึ่งปีนี้ตอนแรกๆเรามีฝนน้อยมาก แต่มาหนักตอนช่วงตอนปลายปี โดยปีนี้เรามีค่าฝนตกเฉลี่ยเยอะขึ้น แต่มีฝนตกหนักเป็นจุดๆไป

“เปรียบเทียบการกระจายตัวของฝนแบบรายเดือน ของปี 54 65 และ 67 เช่น ช่วงเดือนสิงหาคมจะมีฝนตกหนักในลุ่มแม่น้ำตอนบน เกือบหมดเลย ซึ่งทำให้น้ำในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาสูง ที่เกิดขึ้นจากน้ำฝนเยอะ ส่วนรูปแบบฝนตกเดือนสิงหาคม ในปี 65 และ 67 จะเห็นฝนตกหนักเฉพาะบน โดนเฉพาะช่วงน้ำเหนือตอนบน คือ ลุ่มโขงตอนเหนือ ลุ่มน้ำยมตอนบน ส่วนน้ำน่านอยู่เหนือเขื่อนสิริกิติ์ ก็เลยทำให้ฝนที่ตกเข้าเขื่อนหมด แต่จะมีน้ำโขงเหนือที่ไหลลงมา ล้นมาท่วมกว๊านพะเยา ฉะนั้นจะเห็นว่าลักษณะของฝนจะแตกต่างกันแต่ละปี ปริมาณฝนแตกต่างกัน ครอบคลุมพื้นที่ที่แตกต่างกัน” ผศ.ดร.ณัฐระบุ

ผศ.ดร.ณัฐกล่าวว่า หากดูลึกลงไปเรื่องของ ‘การกระจายตัวในปริมาณฝน ‘รายชั่วโมงและรายวัน’ ช่วงที่จะมีฝนตกหนักๆเลย คือ ช่วงวันที่ 21 สิงหาคม 2567 จะเห็นค่าฝนสะสมบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงเหนือ ยม น่านตอนบน มีกลุ่มฝนเน้นอยู่ที่บริเวณภาคเหนือตอนบนฝั่งตะวันออก ซึ่งตอนที่ตนดูข้อมูลจากคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติที่สสน.ทำไว้

“วันที่ 21 สิงหาคม 19.00 น. จังหวัดน่าน มีฝนตกสะสมทุกวันกว่า 300 มม.เยอะมากก็เลยเป็นสาเหตุที่เราเห็นภาพน้ำป่าไหลหลาก มาจนถึงบริเวณพะเยา ซึ่งเราเห็นในอินเตอร์เน็ต วันก่อนท่วมมาถึงถนนริมกว๊านเลย เขาบอกว่าท่วมหนนักในรอบ 30 ปี” ผศ.ดร.ณัฐเผย

ผศ.ดร.ณัฐกล่าวว่า หากมองตัวเลขของกรมอุตุนิยมวิทยาเกี่ยกกับปริมาณสะสมมาถึงวันที่ 2 กันยายน 2567 จะเห็นว่าค่าปกติอยู่ที่ 1,124 มม. ปีนี้อยู่แค่ 1004.1 กล่าวคือ ภาพรวมทั้งประเทศยังต่ำกว่าค่าสะสมปกติ ซึ่งถ้าเทียบกับปี 54 หลุดกันไปเลย เพราะตอนนั้นมีค่าฝนสะสมอยู่ที่ 1301.5 มม.

“ถ้าเรามองแบ่งตามภูมิภาค ภาคเหนือ ค่าฝนตกสะสมจากที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ก็ไต่ขึ้นไปสูงใกล้ค่าเฉลี่ย ก็คือฝนตกหนักช่วงท้ายเหมือนกับที่เขาได้มีการพยากรณ์ไว้ ส่วนภาคกลางก็ยังต่ำกว่า แต่ก็ตื้นตื้นกันมา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยภาพรวมก็ยังไม่เยอะ เพราะฝนตกเฉพาะโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำมูลกลายเป็นว่าน้ำไม่พอเสียด้วยซ้ำ ฝนน้อย

ภาคตะวันออก ดูเหมือนใกล้กับค่าเฉลี่ย แต่ว่าตกแค่ในช่วงตราด จันทบุรี ส่วนฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยองก็ยังไม่เยอะเท่าไหร่ และภาคใต้ฝั่งตะวันออก มีค่าต่ำลงไปมาก ส่วนภาคใต้ฝั่งตะวันตกรับมรสุมมาก จึงมีค่าฝนที่เยอะ เราก็จะเห็นว่าฝนกระจายอย่างไร” ผศ.ดร.ณัฐชี้

ผศ.ดร.ณัฐกล่าวว่า ต่อมาเรื่องปริมาณคาดการณ์ฝน เดือนกันยายน-ธันวาคม 2567 จากข้อมูลของสสน. มาดูว่าเดือนนี้มีฝนค่อนข้างเยอะในพื้นที่ต่ำลงมาจากภาคเหนือ จากการรับร่องมรสุม เช่น อีสาน กลางตอนบน ก็จะได้รับฝนมากขึ้น เดือนตุลาคม ฝนก็จะลงไปด้านล่างแล้ว และเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม ก็จะฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้

“จากข้อมูลที่เราพูดกันมา ก็จะสรุปให้เห็นถึงความแตกต่างกับปี 54 โดยเฉพาะจุดที่ฝนตกหนัก บริเวณลุ่มโขงเหนือ ยมตอนบน น่านตอนบน ที่ฝนตกหนักมาก บางพื้นที่เจาะลึกลงไปก็อาจจะมีปริมาณฝนที่ตกมากกว่าปี 54 แต่ว่าถ้ามองในภาพรวมถึงลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ที่มีคนเตือนว่าน้ำจะไหลลงมา กทม.จะรอดไหม ถ้าเกิดมองภาพรวมก็ยังถือว่าไม่เยอะ เพราะว่าพอลงมารวมกับน้ำในลุ่มแม่น้ำ ก็ยังไม่เยอะมาก”ผศ.ดร.ณัฐทิ้งท้าย

ด้าน นายเฉลิมพล ทองน้อย ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา สำนักงานชลประทานที่ 11 กล่าวว่า เบื้องต้นการทำงานของสำนักงานชลประทานที่ 11 เราดูแลพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล เช่น ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร กรุงเทพบางส่วน สุพรรณบุรีบางส่วน นครนายกบางส่วน นครนายกบางส่วน และฉะเชิงเทราบางส่วน โดยเขตพื้นที่การทำงานของเราเป็นพื้นที่ราบแบน มีการติดตั้งสถานีสูบน้ำต่างๆ ก็เป็นหนึ่งในการบริการจัดการน้ำ

“การบริหารจัดการน้ำลุ่มเจ้าพระยา มีการบริหารจัดการร่วมกัน 5 หน่วยงาน คือ สำนักงานชลประทานที่3 และ 4 อยู่ตอนบน, สำนักงานชลประทานที่ 10 11 และ 12 จะอยู่ในพื้นที่กลางและตอนล่าง
เรามีการประชุมร่วมกันทุกวันจันทร์ วิเคราะห์สถานการณ์น้ำ นำผลมาวิเคราะห์ สั่งการและน้ำไปปฏิบัติ โดยจะยึดแนวทางว่า ตอนต้น จะเก็บกัก ช่วงกลางจะชะลอ หรือ หน่วง ส่วนช่วงท้ายจะใช้วิธีการระบาย” นายเฉลิมพลเผย

นายเฉลิมพลกล่าวว่า ภารกิจหลักของเรา คือ การระบายน้ำลงสู่ทะเลให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะปล่อยจากทางตรงที่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งวันนี้ผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ประมาณ 1,450 ลบ.ม. คาดว่าวันนี้จะขึ้นถึง 1,500 ลบ.ม. เราขอไว้ให้ไม่เกินนี้

“มันจะมีเกณฑ์พร่องน้ำ เฝ้าระวัง ปกติ หรือ วิกฤต และ เรามีเกณฑ์ที่ทำร่วมกับกทม. เช่น คลองเปรมประชากร ที่จะดึงน้ำลงคลองรังสิต คลองหกวาสายล่าง คลองแสนแสบ และคลองประเวศบุรีรมย์ ซึ่งมีการทำงานร่วมกันอยู่ตลอด

ปัญหาของการระบายน้ำหลักๆที่เจอ คือ วัชพืช มากีดขวางทางน้ำ มันโตเร็วมาก เรามีการให้บริการตลอดทั้งปี มันเป็นส่วนของการแก้ไขธรรมชาติ แต่เรื่องขยะที่ถูกทิ้งลงไปในลำน้ำ ถ้าคิดว่าทิ้งขยะไปชิ้นเดียวไม่เป็นไร แล้วทุกคนทิ้งกันคนละชิ้นๆ มันก็จะไปกองกันลำน้ำ ซึ่งมีชิ้นใหญ่แบบการทิ้งที่นอนด้วย อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่เราต้องช่วยกันแก้ไข” นายเฉลิมพลชี้

นายเฉลิมพลกล่าวว่า สรุปภาพรวมการบริหารจัดการน้ำร่วมกัน โดยมีแนวทาง คือ ต้น เก็บกัก, กลาง ชะลอ และ ท้าย ระบาย ซึ่งแท้เราจะมีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกันอยู่แล้วกับหน่วยงานอื่นดูแลลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แต่สิ่งที่อยากฝาก คือ การมีส่วนร่วมไม่ทิ้งขยะลงแม่น้ำ

“ถ้าขยะพวกนี้เข้าไปอุดตันสถานีสูบน้ำ แล้วขณะนั้นเป็นช่วงเวลาวิกฤต ผมว่ามันไม่ต้องรอเหมือนปี 54 หรอก แต่มันจะทำให้น้ำท่วมเป็นจุดขึ้นมาได้ ณ จุดนั้น จึงอยากขอฝากเรื่องนี้ไว้” นายเฉลิมพลทิ้งท้าย