เมื่อวันที่ 3 กันยายน เวลา 10.30 น. ที่ห้องประชุมวารีทัศน์ ชั้น 6 อาคารภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ มีการจัดงานเสวนาเรื่อง “วิกฤตน้ำท่วม ปัญหาและการแก้ไขอย่างยั่งยืน” โดยวิทยาลัยการชลประทาน กรมชลประทาน สถาบันสมทบมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับ ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ
โดย อาจารย์เลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ ผู้ทรงคุณวุฒิวิทยาลัยการชลประทาน, อาจารย์ชัยยะ พึ่งโพธิ์สภ ผู้อำนวยการวิทยาลัยการชลประทาน, นายเฉลิมพล ทองน้อย ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา สำนักงานชลประทานที่ 11 และ ผศ.ดร.ณัฐ มาแจ้ง ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มก. ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.ยุทธนา ตาละลักษมณ์
ในตอนหนึ่ง อาจารย์เลอศักดิ์กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำ เราต้องรู้ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ผ่านการถอดบทเรียน ซึ่งในปี 2526 น้ำท่วมใหญ่ กินระยะเวลานาน ซึ่งในเวลานั้นเจอ 3 ทัพพร้อมกัน
น้ำจากฟ้า (ฝน) จากบก (น้ำเหนือ) และน้ำทะเลหนุน และท่วมยาวนานไปจนถึง พ.ย.
จะเห็นว่าบทเรียนนี้นำมาสู่การแก้ไข ซึ่งกรมชลประทาน ก็ไปรับหน้าเสื่อ สมัยก่อนเราไม่มีอาคารปั๊มน้ำออกไปสู่เจ้าพระยา ตั้งแต่ จ.นนทบุรี ลงไปจนถึงสถานีสูบน้ำเจริญราษฎร์ เรารับทำให้ทั้งหมด และสร้างคันกั้น 64 กม. ตอนนั้นเข้าเรียกว่ากิ่งแก้ว-ร่มเกล้า รวมถึงสร้างสถานีสูบน้ำขึ้นมามหาศาล พระโขนง, สำโรง และได้รับเงินช่วยเหลือ สร้างครั้งแรกเสร็จไม่มีแม้แต่สตางค์จะทำที่เก็บขยะ ต้องขอความช่วยเหลือ
จริงๆ แล้วเราเสนอโปรเจ็กต์ ตั้งแต่ปี 2525 แต่เนื่องจากรัฐมนตรีมหาดไทย และ ผู้ว่ากทม.ในเวลานั้น บอกว่าไม่เอา บอกว่าขุดลอกท่อธรรมดาก็ได้
“โปรเจ็กต์นี้จริงๆ แล้วประมาณ 800 กว่าล้าน พอมาทำปี 2527-2528 ออกมา 1,500 กว่าล้าน แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์ และเรามีเขตพื้นที่สีเขียว (Green Belt) เลาะไปกับถนนกิ่งแก้ว-ร่มเกล้า ซึ่งก็ใช้กันเพลิน จนมีน้ำท่วมปี 2538 ถึงได้รู้ว่า กทม.ไม่ได้คอนโทรลเลย มีบ้านเรือนเข้าไปตาม Green Belt เต็มไปหมด”

“หลังน้ำท่วม ก็มีการปรับปรุงเสริม ซึ่งผมเป็นคนทำเรื่องโอนเรื่องประตูน้ำทั้งหมด ริมเจ้าพระยา ให้กับ กทม. แล้ว กทม.ก็รักษาพื้นที่ตัวเอง (operated) แต่พร่องน้ำไม่เป็น จนกระทั่งเกิดปัญหาในปี 2538
เป็นลักษณะปัญหา ที่อีก 11 ปีต่อมาก็ท่วมอีก ในปี 2549 เราจึงจำเป็นต้องรู้อดีต แต่เราก็ยังมีข้อผิดพลาดอีก เรามีจุดอ่อนบางโฉมศรี ทำให้น้ำท่วมปี 2554″
“ทุกคนพยากรณ์ว่า น้ำใกล้เคียงปี 2554 แถวอ่างทอง สิงห์บุรี ที่ปี 54 เคยเอาอยู่ก็สบายใจเพราะคันปี 2554 ยังอยู่ แต่อาจจะลืมไปว่าปี 2554 ‘บางโฉมศรี’ เป็นบิ๊กพ้อย แต่ปี 2565 บางโฉมศรี แข็งแรงแล้ว ดังนั้นคันที่อยู่ในฝั่งตะวันตกปี 54 จึงใช้ไม่ได้
ในปี 2565 จะเห็นว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น กับอ่างทอง สิงห์บุรี มาจากการสื่อสารที่ผิดพลาด”
อาจารย์เลอศักดิ์ระบุ
อาจารย์เลอศักดิ์กล่าวต่อว่า การบริหารน้ำท่วม มีสิ่งสำคัญ 3 ประการ คือ 1.ข้อมูล 2.การสื่อสาร และ 3.การตัดสินใจ ปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ซ้ำๆ เพราะไม่สามารถบูรณาการได้
“ตอนนี้เราไม่มีคนที่จะมาช่วย ในการพูดคำตรงๆ แล้วสามารถแปลงไปสู่นโยบายได้ อย่างสภาพน้ำท่วมและฝนที่นำเสนอในวันนี้ สรุปได้เลยว่า น้ำท่วมครั้งนี้สาเหตุหลักเกิดจาก ‘การใช้ประโยชน์ที่ดิน (Land Use)’ โดยเฉพาะใน จ.น่าน การปลูกข้าวโพด ทำสิ่งต่างๆ น้ำมันไม่ได้ลงอ่าง แต่นักวิเคราะห์จะรู้ ถ้ารัฐบาลจะทำ ควรทำเรื่องนี้ เพราะปัจจุบันเป็นอย่างนี้ อนาคตจะแก้ปัญหาอย่างไร
ที่เราพูดกันว่า ‘อีสาน’ อ่างเก็บน้ำยังไม่มีน้ำบางแห่ง ต้นเดือนตุลาคม เราก็จะเริ่มเติมน้ำให้ ปรับตามสถานการณ์ ซึ่งเมื่อก่อนไม่ได้คุยกันชัดเจนแบบนี้ ปัจจุบันเริ่มชัดเจนขึ้น สิ่งสำคัญคือตอนนี้เรามีข้อมูล (data) แต่ยังขาดการบูรณาการ ที่จะมาช่วย”
อาจารย์เลอศักดิ์ยกตัวอย่างล่าสุด ที่ ‘จีน’ จัดการ ช่วงโอลิมปิกที่ผ่านมา โดยทำให้ฝนตกก่อน แล้วไม่ให้ฝนเข้ามาในพื้นที่แข่งขันกีฬา
“เราต้องมีคนมาคิดเรื่องพวกนี้ ในอนาคต การจัดการสภาพอากาศจำเป็น อีกไม่กี่ปีข้างหน้า การทำฝนก็ไม่จำเป็นต้องขึ้นเครื่องบินแล้ว ขณะนี้ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร ร่วมกับ ม.ชิงหัว ทำระบบที่จะทดลองที่เขื่อนปราณบุรี อีกไม่กี่สัปดาห์ จะเริ่มทดลองทำฝน โดยใช้คลื่นความถี่ต่ำ
ดังนั้น ความจำเป็นในเรื่องการมี ‘กระทรวงน้ำ’ ก็อาจจะจำเป็น ประเทศไทยเราแก้กฎหมายยาก การเปลี่ยนแปลงจึงต้อง ‘ปรับโครงสร้างทางด้านน้ำ’ เพื่อบริหารการเปลี่ยนแปลง เพราะกฏหมายที่ทุกคนถืออยู่มันเก่าแล้ว เราต้องแก้กฎหมายและระเบียบให้สอดคล้อง” อาจารย์เลอศักดิ์กล่าว

ในตอนหนึ่ง อ.เลอลักษณ์กล่าวถึงประเด็นการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ที่ ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม
อาจารย์เลอศักดิ์กล่าวว่า ถามว่าในลุ่มน้ำยม จำเป็นต้องสร้าง ‘แก่งเสือเต้น’ หรือไม่ ต้องบอกว่า แนวคิดตั้งต้นไม่ได้เกิดจากกรมชลประทาน เกิดจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ที่กรมชลประทาน มารับลูกต่อ ซึ่งเราจะสร้างเขื่อนแบบเดิมไม่ได้แล้ว ต้องถอดบทเรียนว่า
1.ความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ จะดีขึ้นกว่าเดิมไหมหากมีการสร้าง และเขาจะได้อะไร
2.ต้องให้ความจริงกับประชาชน ตัวเลขความเสียหาย รัฐบริหารจัดการอย่างไร
“ใช้วิธีนายหน้า ค้าความจนไม่ได้อีกแล้ว ต้องใช้ระบบแบบที่ไต้หวันทำ คือ ‘ดีล’ กับประชาชนโดยตรงว่าต้องการเท่าไหร่ เรื่องพวกนี้ต้องมีการจัดการ เพราะเราผิดพลาดมาตั้งแต่อดีตแล้ว ในเรื่องการจัดการที่ดิน ซึ่งไม่ควรให้รัฐบาลบริหารจัดการ ควรเป็นเอกชนด้วยซ้ำ เพื่อป้องกันการร้องเรียนต่างๆ ที่อาจตามมา”
“การเสียพื้นที่แสนไร่ แล้วทอนออกมาให้ประชาชน เหมือนการทำ EEC เพราะในอดีตเราผิดพลาดมาแล้ว การจะเปิด ‘อีสเทิร์นซีบอร์ด’ เรายังไม่มีแหล่งน้ำที่พอเพียง จึงต้องจ่ายเงินมหาศาล เพื่อสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่มเติม ที่เรามาประยุกต์กับการสร้างเขื่อนป่าสักฯ อยากให้ถอดบทเรียน ตั้งกระทรวงน้ำ ทำให้ทันสมัย”
“ถึงเวลาที่กรมชลประทาน จะต้องปรับบริบทนี้ ปัญหาด้านการสื่อสาร อย่างในปี 2554 การเมืองทำให้กรมชลฯ ไม่สามารถชี้แจงสภาพน้ำได้ เพราะกระทรวงเกษตร และกระทรวงทรงพยากรณ์ อยู่คนและพรรค จะเห็นว่าทางเลือกเกิดขึ้นโดยข้อจำกัด แต่โดยแนวโน้มปีนี้น่าจะดีขึ้น”
อาจารย์เลอศักดิ์กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่ากังวลคือ การที่จะ บูรณาการ (integration) ต้องมีแบ๊กอัพให้ดี โดยดูการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากน้ำท่วมด้วย เพราะไม่อย่างนั้น ถ้าไม่บูรณาการ กรุงเทพฯ ก็จะต้องสร้างคันกั้นน้ำสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

“เพราะสิงห์บุรี อ่างทอง เขาก็ต้องป้องกันตัวเองมาตลอด ตอนนี้กรุงเทพฯ สร้างสูง 2.50 เมตรแล้ว ในขณะที่ทางตอนเหนือเขาป้องกันตัวเองมาตลอด น้ำก็จะพุ่งมาเร็วขึ้น นี่คือสิ่งที่คนกรุงเทพฯ ต้องรู้และเข้าใจ”
อีกเรื่องคือ น้ำทะเลหนุน อิทธิพลจะสูงขึ้น ล่าสุด ข้อมูลธารน้ำแข็ง จากภูเขาหิมาลัย สปีดมันเร็วขึ้นมาก ก็จะมีอิมแพคกับน้ำทะเลหนุน ด้วย
อาจารย์เลอศักดิ์กล่าวว่า ในอนาคต ‘การใช้ดาวเทียมในการจัดการน้ำ’ จะมีอิทธิพลมากขึ้น คิดว่าตรงนี้ทางภาควิชาและทรัพยากรน้ำ อาจจะร่วมกันพัฒนาขึ้นมา แล้วให้กรมชลประทาน มาขอใช้ หรือเช่าในราคาไม่แพง เป็นต้น
“ถ้ากรมชลฯ ไม่อยากตกยุค ต้องคิดสร้างดาวเทียมของตัวเองได้แล้ว ผมคิดว่า ความจำเป็นการสร้าง ‘แก่งเสือเต้น’ ต้องให้ข้อดีข้อเสียกับประชาชนในพื้นที่จริงๆ ตัดสินใจ เพราะประชาชนไม่โง่ เขาสามารถตัดสินใจได้” อาจารย์เลอศักดิ์กล่าว
เมื่อถามว่าในปีนี้ มีแนวโน้มว่า กทม.จะท่วมหรือไม่ท่วม?
อาจารย์เลอศักดิ์กล่าวว่า อยู่ที่การคาดหมายว่า พายุจะมาหรือไม่ แต่ด้วยเกณฑ์ฝน ปริมาณอาจไม่มากพอจะนำท่วมกรุงเทพฯ ได้ สิ่งสำคัญที่เป็นปัญหา คือ ‘สิ่งกีดขวางทางน้ำ’ ส่วนที่เกี่ยวข้องจึงต้องช่วยกันต้องเปิดทางน้ำให้สะดวก
น้ำต้องการออกสู่ทะเล ปี 2554 ที่ผิดพลาด พราะเอาบิ๊กแบ็กไปขวาง ชะลอไว้ 20 กว่าวัน จึงต้องสร้างความเข้าใจ
“ผมอยากให้นักศึกษาที่จะบริหารจัดการน้ำในอนาคต เราต้องพยายามอัพเดตให้ทันกับโกลบอล คีย์เวิร์ดสำคัญ การบริหารจัดการต้องเบ็ดเสร็จตั้งแต่ใต้ดิน ผิวดิน และอากาศ ต้องร่วมกันจัดการน้ำเป็นหนึ่งเดียวกันโลก อีกคีย์เวิร์ดคือ water is energy เพื่ออยู่รอดในศตวรรษที่ 21” อาจารย์เลอศักดิ์กล่าว และว่า
แพลตฟอร์มมีความสำคัญ อาจจะจัดประกวดสร้างแพลตฟอร์มในระดับนักศึกษา ให้มหาวิทยาลัยมาแข่งกัน เพื่อการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

