ผอ.วิทยาลัยชลประทานฯ ยัน ‘ไม่เหมือนปี 54’ ยกข้อมูลเทียบชัดฉากต่อฉาก ชงทำแอพพ์ ‘ทำนายอนาคตน้ำ’

3.09.24 | 18:02 น.

เมื่อวันที่ 3 กันยายน เวลา 10.30 น. ที่ห้องประชุมวารีทัศน์ ชั้น 6 อาคารภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ มีการจัดงานเสวนาเรื่อง “วิกฤตน้ำท่วม ปัญหาและการแก้ไขอย่างยั่งยืน” โดยวิทยาลัยการชลประทาน กรมชลประทาน สถาบันสมทบมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับ ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ

โดย อาจารย์เลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ ผู้ทรงคุณวุฒิวิทยาลัยการชลประทาน, อาจารย์ชัยยะ พึ่งโพธิ์สภ ผู้อำนวยการวิทยาลัยการชลประทาน, นายเฉลิมพล ทองน้อย ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา สำนักงานชลประทานที่ 11 และ ผศ.ดร.ณัฐ มาแจ้ง ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มก. ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.ยุทธนา ตาละลักษมณ์

ในตอนหนึ่ง อ.ชัยยะ ผอ.วิทยาลัยการชลประทาน กล่าวว่า ต้องเข้าใจว่า น้ำคือธรรมชาติ จึงต้องบริหารจัดการด้วยวิธีธรรมชาติให้เขาอยู่กับเราได้ และไปสู่จุดมุ่งหมายของน้ำ

ซึ่งน้ำมีจุดมุ่งหมายชัดเจน คือออกสู่ทะเลทำอย่างไรก็ได้ให้ระบายออกทะเลได้เร็วที่สุด โดยตามธรรมชาติ จะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ และ ตามหลักการแล้วจะใช้คำว่า ‘ปริมาณน้ำ’ มากกว่าคำว่า ‘มวลน้ำ’

“สิ่งต่อไปต้องไปดูคือประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ย้อนไปในปี 2554 ที่เราประสบปัญหาน้ำท่วม เป็นปีที่ ‘ผิดธรรมชาติ’ ในส่วนของการบริหาร ต้องดูเป็น ‘ลุ่มน้ำ’ ไม่ได้ดูเป็นจังหวัด ลุ่มที่เกี่ยวกับเจ้าพระยาคือ ปิง วัง ยม น่าน มี 22 จังหวัด ส่วน ‘ลุ่มน้ำอีสาน’ ไม่น่าเกี่ยวข้อง” อ.ชัยยะชี้

Advertisement

อ.ชัยยะกล่าวต่อว่า หากดูจากปี 2549, 2555, 2565 และ 2567 ซึ่งเป็นปีที่ประเทศไทยมีสถานการณ์น้ำท่วม เราจะเห็นว่าในปี 2549 และ 2554 มีปริมาณฝนที่เยอะมาก ในปี 2566 ยังมีปริมาณฝนสะสม ในขณะที่ปี 2567 ก็ยังไหวอยู่

จากนั้น อ.ชัยยะกล่าวถึงน้ำท่า หรือ ‘น้ำเขื่อน’ ซึ่งปัจจุบันยังคงรับได้อยู่ ในปี 2567 ปริมาณรองรับได้ที่ 12,000 ล้าน ลบ.ม. โดยเมื่อเทียบสถานการณ์เจาะไปที่ปี 2554 ฝนสะสม ณ ปัจจุบัน 1,236 มม. ส่วนปี 2567 สะสมเพียงประมาณ 928 มม.จะพบว่าปริมาณฝนปี 2554 สูงกว่าปกติ +30% ในขณะที่ปี 2567 น้อยกว่า 308 มม. หรือต่ำกว่าปกติ -5%

“ขณะที่พายุ ในปี 54 มี 5 ลูก ปัจจุบันยังไม่มีพายุ ก็มีคนบอกว่าขนาดยังไม่มีพายุ ยังขนาดนี้ หากไปดูว่าพายุเข้ามาไทยเมื่อไหร่ ก็คือประมาณ มิ.ย.-ก.ค. ซึ่งมันผ่านช่วงนี้ไปแล้ว”

จะเห็นว่าสถานการณ์ไม่เหมือนปี 2554 ไม่ว่าจะน้ำในอ่างเก็บน้ำ หรือปริมาณน้ำท่าก็ดี อย่างเช่นที่เราดูสถานี C2 ที่ จ.นครสวรรค์ 2,785 ลบ.ม./วินาที ในปี 2554 แต่ปี 2567 คือ 1,485 ลบ.ม.

พอดูสถานี C13 เขื่อนเจ้าพระยา ปี 2554 คือ 2,259 ลบ.ม. คือพีคมาก ปัจจุบันปี 2567 เพิ่มการระบายเป็น 1,399 ลบ.ม. เพื่อเร่งระบายน้ำเหนือ ให้ลงทะเลโดยเร็วที่สุด

พื้นที่ป่า 105 ล้านไร่ ตอนนี้เหลือ 102 ล้านไร่ เมื่อเทียบปี 54 กับปัจจุบัน ปีนี้การบริหารจัดการ เราบริหารแบบ มีศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าฯ มีศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ผู้บริหารสูงสุดของประเทศเข้ามารับฟังข้อมูล และสั่งการอย่างรวดเร็วทันที

“สั่งการเร็วกว่าปี 2554 ผมพูดเลย เพราะปี 2554 ผมเป็นคนหนึ่งที่อยู่ สนามบินดอนเมือง และปี 54 เราไม่ได้ใช้เครื่องมือที่กรมชลประทานสร้าง เพระน้ำทะลุออกข้างหมด มีคนมาถามว่า น้ำจะระบายเมื่อไหร่ ผมตอบไม่ได้เพราะน้ำไม่ได้อยู่ในชาแนล ทั้งประตูระบายน้ำ และเครื่องมือที่จะปั๊มออกสู่ทะเล ก็ไม่สามารถเปิดได้ เพราะมวลชน และไม่มีคนสั่งการเบ็ดเสร็จ

เราป้องกันตัวเองมากเกิน จึงไม่ได้มองภาพรวมทั้งหมด ความแตกต่างคือ แต่การตอนนี้มีแบบจำลอง นวัตกรรมมากมายที่เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการ”

จากนั้น อ.ชัยยะ กล่าวถึงอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 1 ก.ย.54 และ 1 ก.ย.67 ถ้าดูจะพบข้อสังเกตว่า ที่อีสาน ยังเป็นสีเหลือง คือ จุดมีปริมาณน้ำน้อยมาก เนื่องจากการตกของฝนกระจุกตัว ในบางลุ่มน้ำ ซึ่งการบริหารจัดการของกรมชลประทาน ต้องคำนึงถึง ทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งด้วย เพราะในลุ่มน้ำเดียวกัน อาจจะมีฝั่งนึงท่วม อีกฝั่งแล้ง

“ก่อนมาที่นี่ ก็ได้คุยกับที่โคราช ถ้า 2 เดือน แถวนั้นพายุไม่เข้า แล้งแน่ๆ นี่คือสิ่งที่ต้องดูในภาพรวม”

อ.ชัยยะกล่าวว่า ปริมาณน้ำที่ จ.นครสวรรค์ ตอนนี้ เขื่อนเจ้าพระยากำลังเร่งการระบาย ซึ่งมันจะมีผลกระทบส่วนหนึ่ง แต่ตอนนี้ยังไม่กระทบมาก มีเพียงพื้นที่ลุ่มต่ำที่กระทบ ซึ่งจากปริมาณคาดการณ์ที่ศูนย์ SWOC ด้วยแบบจำลอง จากข้อมูลแล้ว แม่นยำกว่า 80 %

ในปีนี้เรามี 10 มาตรการ 2p2R+1M สิ่งที่ตนอยากฝากคือ เรามีแผนและการสั่งการที่ดี ขอให้ติดตามว่าผลลัพธ์เป็นอย่างที่สั่งการหรือไม่ ไม่อยากได้ยินว่า เราสั่งการเปิดให้เอาน้ำเข้าแค่ 2 ชม.แล้วปิด ซึ่งไม่ได้ปิดโดยกรมชลฯ แต่ปิดโดยพื้นที่ ขอให้ปิด และมีแรงกดดันด้วย นี่คือสิ่งที่ต้องคำนึงถึง”

“แผนดี-ผลดี แต่แผนดี สั่งการไปแล้วได้ตามผลไหม ต้องไปติดตามถึงพื้นที่ และต้องมีคนสั่งการเด็ดขาด ที่ผ่านมาผมยังไม่เห็นตรงนี้ แนวโน้มสถานการณ์น้ำปีนี้ดีขึ้น ซึ่งได้สั่งการไปแล้ว แต่ต้องคอยติดตามว่าจะเป็นไปตามแผนหรือไม่” อ.ชัยยะกล่าว และว่า

แน่นอนบางพื้นที่มีผลกระทบแน่ แต่ทำอย่างไรให้น้ำออกไปเร็วที่สุด คนที่เสียสละ ต้องได้รับการช่วยเหลือ จากมาตรการ 10 ข้อ ต้องเน้นมาตรการข้อที่ 8 อย่างมาก คือ ‘การสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายภาคประชาชน’ ลงไปคุยกับมวลชนให้เข้าใจ ซึ่งกรมชลฯ เห็นความสำคัญ จึงตั้ง กองส่งเสริมการมีส่วนร่วมขึ้นมา แล้วต้องไปคุยกับภาคประชาชนให้เข้าใจ

“มวลน้ำบริหารไม่ยาก แต่มวลชน หนักหนาสาหัส ต้องทำงานคู่ขนาน อาศัยหน่วยประสาน และการสั่งการเฉพาะ” อ.ชัยยะกล่าว

ในช่วงท้าย อ.ชัยยะกล่าวว่า คิดว่าตอนนี้เราน่าจะมีแพลตฟอร์ม ในการบริหารจัดการน้ำของประเทศเราเสียที จะได้ไม่ต้องไปพึ่งต่างประเทศมากนัก

โดยขณะนี้ ในส่วนของกรมชลฯ กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และภาควิชาวิศวกรรมน้ำ ก็กำลังทำแพลตฟอร์มด้านความต้องการน้ำ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการวิจัย ถ้าหากเอาเชื่อมเรื่องอุทกภัยด้วย จะเป็นเรื่องที่ดี จะเป็นการทำนายในอนาคตข้างหน้า น้ำท่วมและแล้งต้องบริหารจัดการไปพร้อมกัน

สุดท้าย อะไรที่ขึ้นต้นว่า ‘แม่’ ยิ่งใหญ่ อย่าไปสู้ เราจะต้องอยู่กับเขาให้ได้ ดังนั้น ‘แม่น้ำ’ จะต้องออกสู่ทะเลตามทางของเขา แต่เราไม่ต้องรอ ทำอะไรก็ได้ก่อนเลย เล็กๆ น้อยๆ เช่น ทำแอพพลิเคชั่น