‘สมศักดิ์’ ประกาศความสำเร็จ ‘พาหมอไปหาประชาชน’ ลดรายจ่ายกว่า 1,373 ล. ลุยต่อเฟส 2
วันนี้ (5 กันยายน 2567) ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการ สธ. พร้อมด้วย นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัด สธ. ผู้บริหารกระทรวง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ในสังกัด ร่วมกันถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ โครงการ “พาหมอไปหาประชาชน” เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และกิจกรรม “กระทรวงสาธารณสุขรวมใจ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ”

นายสมศักดิ์กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นดั่งศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ห่วงใยพสกนิกร ประชาชน ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ให้ได้รับโอกาส เข้าถึงบริการด้านการรักษา จากหน่วยแพทย์เฉพาะทางจิตอาสา การจัดโครงการ “พาหมอไปหาประชาชน” เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 สธ.ได้นำทีมแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์จิตอาสาจากโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ ไปให้บริการตรวจสุขภาพ และรักษาพยาบาล แก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ให้แก่พสกนิกรของพระองค์ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ขาดแคลนบุคลากร และอุปกรณ์ทางการแพทย์ สธ.ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว รวมทั้งสิ้น 100 ครั้ง ครอบคลุม 77 จังหวัด สามารถตรวจคัดกรองให้กับประชาชน จำนวน 1.8 ล้านคน ช่วยลดค่าใช้จ่ายของประชาชน จำนวน 1,373 ล้านบาท

รัฐมนตรีว่าการ สธ.กล่าวอีกว่า การจัดกิจกรรมสาธารณสุขรวมใจ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เป็นการร่วมกันแสดงออก ถึงความจงรักภักดี ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผ่านการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ พระมหากรุณาธิคุณ ที่มีต่องานสาธารณสุข ที่พระองค์ทรงห่วงใย ถึงสุขภาพพลานามัยของประชาชน ขอบคุณบุคลากร สธ.ทุกระดับและหน่วยงานเครือข่าย ทุกภาคส่วน ที่สนับสนุนโครงการฯ จนเกิดประโยชน์ต่อประชาชน สธ.จะมุ่งมั่นขับเคลื่อน นโยบายด้านการแพทย์ และสาธารณสุข ที่เป็นประโยชน์ ต่อคุณภาพชีวิตประชาชน มุ่งสู่เป้าหมายสูงสุด คือ “สุขภาพคนไทย เพื่อสุขภาพประเทศไทย”

จากนั้น นายสมศักดิ์ให้สัมภาษณ์ว่า โครงการพาหมอไปหาประชาชน เริ่มโครงการไปตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2567 และครบ 100 ครั้ง ในวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา จึงได้แถลงขอบคุณจิตอาสาที่เข้าร่วมกิจกรรมที่ไม่ได้คิดค่าใช้จ่าย เป็นการแสดงถึงความจงรักภักดี ต่อพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ และกิจกรรมครั้งนี้มีความสำเร็จอย่างมาก จึงได้หารือกับผู้บริหาร สธ.และลงความเห็นกันว่าจะดำเนินโครงการต่อในเฟสที่ 2 อีก ส่วนรายละเอียดอย่างไร ขอเวลาเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย ซึ่งในเฟส 2 จะมุ่งเน้นโรค NCDs หรือโรคไม่ติดต่อ ซึ่งหน่วยราชการได้ตระเตรียมไว้แล้ว คาดว่าใช้งบประมาณไม่มาก
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการมอบหมายงานให้ รัฐมนตรีช่วยว่าการ สธ.คนใหม่อย่างไร นายสมศักดิ์กล่าวว่า ยังไม่ได้หารือกัน
เมื่อถามว่า นโยบายการผลิตแพทย์ให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จะมีการสานต่องานรัฐมนตรีช่วยว่าการ สธ.คนเดิมหรือไม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า เมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา ได้มีการประชุมกัน โดยงบประมาณปี 2568 คาดว่าจะเริ่มได้ 300 คน ในเฟสแรก และปีต่อไปก็จะเพิ่มขึ้น โดยเป็นโครงการ 10 ปี คาดว่าจะมีปีละ 1,000 คน ครบ 10 ปี 10,000 คน ได้หารือกับมหาวิทยาลัย 27 แห่ง

เมื่อถามถึงความคืบร่างกฎหมายที่ สธ.กำลังขับเคลื่อน นายสมศักดิ์ กล่าวว่า (ร่าง) พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียบข้าราชการ สธ. อยู่ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว ซึ่งกำลังพิจารณาว่าเมื่อเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะต้องนำไปรับรองใหม่หรือไม่ แต่เชื่อว่าไม่มีอุปสรรคปัญหา
“ร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฯ จะเร็วกว่าร่าง พ.ร.บ.อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพราะอสม.เกี่ยวพันกับหน่วยงานอื่นด้วย ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.อสม.ในส่วนของพรรคการเมือง พรรคเพื่อไทยเสนอเข้าสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว ยอมรับว่าร่าง พ.ร.บ.ข้าราชการกระทรวง ต้องเร่งขับเคลื่อนเนื่องจาก ข้าราชการ สธ.มีจำนวนมาก แต่ตำแหน่งมีน้อย และต้องดูเรื่องรายได้ที่เหมาะสมด้วย ส่วนข้อเสนอให้มีผู้บริหารมืออาชีพเข้าไปบริหารโรงพยาบาลแทนแพทย์นั้น มั่นใจว่าไม่มีใครเก่งกว่าแพทย์ เริ่มตั้งแต่เรียนหนังสือคนเก่งจะเรียนแพทย์ ฉะนั้น ถ้ามาจับด้านบริหารหรือด้านใดก็เก่งทั้งนั้น ส่วนที่บอกว่าเงินไม่พอนั้นเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก ไม่ใช่ปัญหา” นายสมศักดิ์กล่าว

