อธิบดีกรมจัดหางานยกทีมเยี่ยมแรงงานเก็บผลไม้ป่าที่สวีเดน ยันความเป็นอยู่-รายได้ดี

12.09.24 | 14:41 น.

อธิบดีกรมจัดหางานยกทีมเยี่ยมแรงงานเก็บผลไม้ป่าที่สวีเดน ยันความเป็นอยู่-รายได้ดี

วันนี้ (12 กันยายน 2567) นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา ได้รับมอบหมายจาก นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นำคณะพร้อมด้วย นายวิชิต อินทรเจริญ รองอธิบดี กกจ. ผู้อำนวยการกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ ผู้อำนวยการกองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 1 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้อำนวยการกลุ่มงานที่ปรึกษากฎหมาย นิติกรรมและสัญญา กองนิติการ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เข้าหารือข้อราชการเกี่ยวกับการให้ความคุ้มครองแรงงานไทยที่เดินทางไปเก็บผลไม้ป่าที่สวีเดน ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กับ น.ส.พิฐรา นวรัตน์ อุปทูต สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน

นายสมชาย กล่าวว่า ได้ขอบคุณท่านอุปทูตไทย ณ กรุงสตอกโฮล์ม ที่ให้การดูแลแรงงานไทยกลุ่มทำงานเก็บผลไม้ป่าตามฤดูกาลเป็นอย่างดี และให้ความร่วมมือในการติดตาม ดูแลแรงงานไทยที่เดินทางมาเก็บผลไม้ป่าในสวีเดนในแต่ละฤดูกาลให้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย พร้อมหารือในประเด็นการป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์และการค้ามนุษย์จากแรงงานที่เดินทางไปเก็บผลไม้ป่าในสวีเดน แนวทางการลดปัญหาค่าใช้จ่ายของแรงงาน ตลอดจนแนวโน้มความต้องการแรงงานและนโยบายการรับแรงงานต่างชาติของสวีเดนในปัจจุบัน และความเป็นไปได้ในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในสวีเดน เพื่อส่งเสริมการเดินทางเข้าไปทำงานของแรงงานไทยมากขึ้น และเปิดให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน

Advertisement

“ในฤดูกาลปี 2567 การไปเก็บผลไม้ป่าในสวีเดน เป็นการเดินทางด้วยวิธีนายจ้างในประเทศไทยพาลูกจ้างไปทำงานในต่างประเทศ โดยนายจ้างจะต้องยอมรับเงื่อนไขและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของลูกจ้างทั้งหมด ลูกจ้างจะจ่ายเพียงค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่จำเป็น ได้แก่ ค่าหนังสือเดินทาง ค่าตรวจลงตรา ค่าใบอนุญาตทำงาน ค่าอาหารวันละ 3 มื้อ และค่าที่พัก โดยมีนายจ้างเป็นผู้จัดหา และอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ได้รับต้องไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของประเทศสวีเดน ประมาณเดือนละ 94,000 บาท และสัญญาจ้างแรงงานต้องมีการลงนามระหว่างทั้งสองฝ่าย ลูกจ้างจะต้องได้รับการตรวจลงตราวีซ่าจาก Migration Agency เพื่อประกอบการพิจารณายื่นคำขออนุญาตพาลูกจ้างไปทำงานเก็บผลไม้ป่าในสวีเดน” นายสมชาย กล่าวและว่า ล่าสุดได้อนุญาตให้แรงงานไทยเดินทางไปเก็บผลไม้ป่าในสวีเดนตามฤดูกาลแล้ว 1,129 คน แรงงานไทยที่ไปเก็บผลไม้ป่ามีรายได้เฉลี่ยหลังหักค่าใช้จ่ายคนละประมาณนับแสนบาท ซึ่งแรงงานเหล่านี้เดินทางไปทำงานในช่วงว่างเว้นจากฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรในประเทศไทย โดยไปทำงานในช่วงระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน ทั้งนี้ แรงงานไทยที่เดินทางไปเก็บผลไม้ป่า ได้สร้างชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับในเรื่องความสามารถและความเชี่ยวชาญในการเก็บผลไม้ป่ามาอย่างต่อเนื่อง จึงส่งผลให้แรงงานไทยเป็นที่ต้องการของบริษัทผู้รับซื้อผลไม้ป่าเป็นอย่างมาก

อธิบดี กกจ. กล่าวว่า ในการเดินทางไปสวีเดนครั้งนี้ ได้นำคณะ หารือร่วมกับผู้ประกอบการ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดูแลความเป็นอยู่ของแรงงานไทย พร้อมตรวจเยี่ยมพบปะให้กำลังใจแรงงานไทยที่เก็บผลไม้ป่าที่แคมป์คนงาน ณ เมือง Munkfors สวีเดน ด้วย จากการได้พบปะผู้บริหารโรงงานรับซื้อและแปรรูปผลไม้ป่า Ransaters Invest AB ได้หารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการให้ความคุ้มครองแรงงานไทย ทั้งในเรื่องสภาพความเป็นอยู่ การจ่ายค่าจ้าง การเสียภาษีตามกฎหมาย ตารางการทำงาน สวัสดิการ การอบรมก่อนและหลังเดินทางให้กับแรงงาน มาตรฐานของบริษัทในการดูแลแรงงาน และการปรับตัวในการดำเนินการของบริษัทให้สอดคล้องกับกฎหมายและระเบียบการนำแรงงานเข้ามาทำงานเก็บผลไม้ป่าในสวีเดน เพื่อให้แรงงานไทยดังกล่าวได้รับการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการที่เหมาะสม

“จากการสอบถามถึงความเป็นอยู่และสภาพการทำงาน ทราบว่าแรงงานไทยทั้งหมดมีความเป็นอยู่ที่ดี ได้รับค่าจ้างและสวัสดิการที่เหมาะสม และได้แนะนำกรณีหากแรงงานต้องการความช่วยเหลือเกี่ยวกับการทำงานสามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือหรือคำปรึกษาได้ที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม หรือกรมการจัดหางาน” นายสมชาย กล่าว