(23 ก.พ.59) เมื่อเวลา 12.30 น. ที่ศูนย์ราชการใหม่ผู้แทนเครือข่ายภาคประชาชน โดยมีนายธวัชชัย พรหมจันทร์ เป็นแกนนำ ได้นำแถลงการณ์จากผู้แทนเครือข่ายประชาชนจังหวัดปราจีนบุรี รวม 9 เครือข่าย รวมผู้แทนกว่า 100 คน ยื่นให้กับนายสัญชัย ขจรเวหา ปลัด จ.ปราจีนบุรี เพื่อส่งต่อถึงหัวหน้า “คสช.” พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
นายธวัชชัย กล่าวว่า การนำภาคประชาชนออกมายื่นแถลงการณ์เนื่องจาก กรณีคำสั่ง คสช.ที่ 3/2559 และ 4/2559 วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 เนื่องด้วยวันที่ 20 มกราคม 2559 ได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2559 เรื่องการยกเว้นการใช้บังคับกฎหมายว่าด้วยการผังเมืองและกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ และคำสั่งที่ 4/2559 เรื่องการยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมสำหรับการประกอบกิจการบางประเภท
ซึ่งโดยผลของการประกาศคำสั่งทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นผลให้เป็นการยกเลิกหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมของชุมชนตามกฎหมายหลายประการ เครือข่ายประชาชนจังหวัดปราจีนบุรี และเครือข่ายภาคประชาชนตามรายชื่อด้านท้ายแถลงการณ์ฉบับนี้จึงขอเสนอความเห็นและข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลดังนี้ 1. การใช้มาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 มีเจตนารมณ์เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ การส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน แต่การที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีคำสั่งที่ 3/2559 และ 4/2559 โดยใช้อำนาจตามมาตรา 44 นั้น เครือข่ายฯ เห็นว่า คำสั่ง คสช.ที่ 3/2559 เป็นการเปิดทางให้มีการบริหารจัดการในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษโดยยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายผังเมือง และกฎหมายควบคุมอาคาร เพื่อให้เกิดการจัดการพื้นที่โดยละเลยกระบวนการกลั่นกรองการพัฒนาที่ถูกต้องและเหมาะสมกับชุมชน อันเป็นการทำลายหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิชุมชนด้านสิ่งแวดล้อม

2. การพัฒนาเขตเศรษฐกิจควรเป็นไปด้วยความรอบคอบคำนึงถึงศักยภาพหรือความสามารถพิเศษของคนในพื้นที่นั้น แต่กระบวนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษของรัฐบาลนี้กลับกลายเป็นการเปิดโอกาสให้กับนายทุนได้รับสิทธิพิเศษด้านต่างๆ มากมาย อีกทั้งยังมีคำสั่งพิเศษ คสช.เปิดทางให้กลุ่มทุนมีการประกอบกิจการโดยไม่ต้องคำนึงถึงผังเมือง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของคนไทย การดำเนินการแบบนี้จะไม่นำไปสู่การปฏิรูปดังที่รัฐบาลกล่าวอ้าง
3. ที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีการวางทิศทางการพัฒนาตามแนวนโยบายแห่งรัฐโดยกำหนดหลักการพัฒนาต้องเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน รวมทั้งการจัดทำผังเมืองเพื่อประโยชน์ในการดูแลและรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และกฎหมายผังเมืองก็ได้ทำหน้าที่ให้เกิดการพัฒนาในพื้นที่ที่เหมาะสม แบ่งเขตการพัฒนาด้านต่างๆ ตามลักษณะภูมิประเทศในแต่ละจังหวัด คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้เกิดความสมดุลมากที่สุดและเป็นมาตรการที่สำคัญสำหรับประเทศในปัจจุบัน โดยสอดคล้องกับการพัฒนาของโลก
แต่ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเดินไปสู่ความล้าหลังด้วยการยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายผังเมืองทั่วประเทศในกิจการโรงงานบางประเภท เช่น โรงไฟฟ้า โรงงานที่เกี่ยวข้องกับการกำจัดขยะฯ ด้วยคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 4/2559 เครือข่ายฯ จึงมีความเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวของ คสช.จะก่อให้เกิดความวุ่นวาย ตามมาในบ้านเมือง การใช้อำนาจอิทธิพลจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับผู้ประกอบการธุรกิจที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่จะเกิดขึ้นทั่วประเทศ
” อันเป็นการก้าวเดินที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรงของรัฐบาลและ คสช. จากเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมด การประกาศคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติไม่เข้าข่ายตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 44 เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตที่พึงกระทำไม่บรรลุประโยชน์ในการปฏิรูปหรือส่งเสริมความสามัคคี สมานฉันท์ของประชาชนตามที่มาตรา 44 ได้กำหนดไว้ ข้อเสนอต่อรัฐบาล และคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ( คสช.) 1. ให้ยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ 3/2559 และ 4/2559 ในทันที เราในนามเครือข่ายประชาชนจังหวัดปราจีนบุรี และองค์กรภาคประชาชนตามรายชื่อแนบท้ายนี้จะติดตามคำตอบในเรื่องนี้ต่อไป “นายธวัชชัย กล่าว
ทั้งนี้ เครือข่ายภาคประชาชนที่ร่วมออกแถลงการณ์ประกอบด้วย เครือข่ายประชาชนจังหวัดปราจีนบุรี , เครือข่ายสภาองค์ชุมชนตำบลจังหวัดปราจีนบุรี , สมาคมจิตอาสาพัฒนาปราจิณ , เครือข่ายประชาชนตำบลโพธิ์งาม , ชมรมรักษ์เขาไม้แก้ว , เครือข่ายประชาชนตำบลบางเดชะ ,เครือข่ายประชาชนตำบลบ้านพระ , กลุ่มอนุรักษ์แม่น้ำพระปรง ,เครือข่ายประชาชนตำบลนนทรี

