เผยสาเหตุ น้ำโขงล้น เขื่อนจีนเกี่ยวไหม ตะลึงป่าหาย 3 แสนไร่ใน 1 ปี ระวังสถานีต่อไป บึงกาฬ

16.09.24 | 11:56 น.

เผยสาเหตุ น้ำโขงล้น เขื่อนจีนเกี่ยวไหม ตะลึงป่าหาย 3 แสนไร่ใน 1 ปี ระวังสถานีต่อไป บึงกาฬ

เมื่อวันที่ 16 กันยายน มติชนออนไลน์ รายงาน ข่าวอุทกภัยหนักในประเทศไทย ที่เกิดขึ้น ทั้งที่ เชียงราย และหนองคาย รวมไปถึงจังหวัดในพื้นที่ริมแม่น้ำโขง ที่มีปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อตรวจสอบพบว่าต้นตอ มาจากซุปเปอร์ไต้ฝุ่นยางิ ที่พัดเข้าประเทศจีน พม่า และลาว โดยตรง น้ำท่วมหนัก ใน 3 ประเทศดังกล่าว ว่ากันว่า หนักสุดในรอบมากกว่า 30 ปี

โดย ดร.รอยล จิตรดอน ที่ปรึกษาสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) กล่าวว่า เมื่อเกิดพายุยางินั้น มีฝนตกในพื้นที่พม่า จีน และ สปป.ลาว ในปริมาณมาก โดย สปป.ลาวนั้น มีพื้นที่รับน้ำของแม่น้ำโขงมากที่สุด ในบรรดาประเทศที่กล่าวมานี้ รองลงมาคือ ประเทศไทย และจีน 10% โดย ฝนที่ตกลงมานั้น สปป.ลาว รับไปเต็มๆ มากที่สุด แต่ที่ท่วมที่เชียงราย คือ น้ำโขงที่มาจากประเทศพม่า ส่วนที่หนองคายนั้น มาจาก สปป.ลาว ซึ่งมีจำนวนมหาศาลเช่นเดียวกัน น้ำดังกล่าวนี้ ค่อยๆ ไหลเข้ามายังประเทศไทย เรียกน้ำนี้ว่า น้ำท่า

ศ.ดร.สันติ ภัยหลบลี้ ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าของเพจ มิตรเอิร์ธ กล่าวว่า ข้อมูลเบื้องต้นของ แม่น้ำโขงคือ มีความยาวทั้งสิ้น 4,880 กิโลเมตร จากต้นน้ำบริเวณชายขอบเทือกเขาหิมาลัย ไหลผ่านจีน พม่า ลาว ไทย กัมพูชา ไปจนสุดเวียดนาม โดยถ้าแบ่งตามลุ่มน้ำใหญ่ๆ เราจะแบ่งแม่น้ำโขงออกเป็น 2 ท่อน 2 ชื่อ ท่อนบนคนทิเบต พม่าและจีนเรียกแม่น้ำสายนี้ว่า หลานชางเจียง (Lancang Jiang) ส่วนท่อนล่างไล่ตั้งแต่ประเทศลาว ไทย กัมพูชาและเวียดนาม ก็เรียก น้ำโขง บ้าง น้ำของ บ้าง ตามแต่สำเนียง

“ประเด็นเรื่องการสร้างเขื่อนขวางลำโขงของประเทศจีนและลาวมีการถกกันมาพักใหญ่แล้ว และผมก็เห็นพ้องอย่างยิ่งว่าการสร้างเขื่อนขวางโขงนั้นส่งผลในแทบทุกมิติตลอดทั้งพื้นที่ท้ายน้ำ ทั้งทางสังคม วัฒนธรรม ระบบนิเวศ กุ้ง หอย ปู ปลา ฯลฯ ซึ่งผมไม่ขอก้าวล่วงเพราะไม่ใช่ทางถนัด แต่ผมก็เชื่อเหมือนที่หลายๆ คนเชื่อว่าเขื่อนขวางโขงทำให้เกิดการเปลี่ยน และหลายอย่างจะไม่กลับมาเหมือนเดิม” ศ.ดร.สันติกล่าว

Advertisement

จากวันนั้น น้ำโขงก็จะค่อยๆ ไหลมาเรื่อยๆ ตามวิถีและเส้นทางของมัน เพียงแต่ด้วยปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมามหาศาล ทั้งที่ลงในแม่น้ำโดยตรง และไหลลงมาหลังจากมีการตกลงข้างทาง น้ำโขงผ่าน จ.หนองคาย น้ำก็เอ่อล้นเมือง จน จ.หนองคายเกิดน้ำท่วมหนัก อย่างที่เห็นอยู่ ผ่านหนองคายไปแล้ว ก็จะไปยังบึงกาฬ นครพนม อำนาจเจริญ อุบลราชธานี และค่อยๆ ลดลงตามระยะทาง

อีกสาเหตุสำคัญมาก สาเหตุหนึ่งที่ทำให้น้ำท่วมหนักคราวนี้ นั้นคือ ปริมาณป่าไม้ในประเทศไทย ที่ทางมูลนิธิสืบออกมาเปิดเผยว่า 1 ปี ที่ผ่านมา ป่าไม้ในประเทศไทย ลดลง กว่า 3 แสนไร่ ถือเป็นการลดลงมากที่สุดในรอบ 30-40 ปี

โดยนายภาณุเดช เกิดมะลิ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า จากรายงานสถานการณ์ป่าไม้ของประเทศไทยประจำปี 2566-2567 พบว่า ผืนป่าของไทยลดลงมากที่สุดในรอบ 30 ปี เพราะมีการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ถึง 317,819.20 ไร่ จากปี 2565 ที่มีพื้นที่ป่าไม้เหลือ 102,135,974.96 ไร่ หรือ 31.57% ของพื้นที่ประเทศ ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้ 101,818,155.76 ไร่ หรือคิดเป็น 31.47% ของพื้นที่ประเทศ ซึ่งมีพื้นที่ป่าไม้ที่ยังคงสภาพไม่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด 101,627,819.86 ไร่ และพื้นที่อื่นๆ ที่เปลี่ยนสภาพเป็นพื้นที่ป่าไม้อีก 190,335.90 ไร่

ผลเสียจากการสูญเสียพื้นที่ป่านั้น ทุกๆ คนประจักษ์ชัดและปฏิเสธไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ นั่นคือ การเกิดอุทกภัย ที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง โดยล่าสุด ที่เกิดขึ้นที่ จ.เชียงราย โดยตนคิดว่า ปัจจัยหลักๆ ที่ก่อให้เกิดน้ำท่วมนั้นมี 3 ปัจจัยด้วยกันคือ 1.ป่าลดลง โดยเฉพาะป่าในพื้นที่ต้นน้ำ ซึ่งตนไม่ได้แยกว่า เป็นป่าในประเทศไหน เพราะหากในภูมิภาคนี้ ติดต่อกันหมด พื้นที่ป่าเปลี่ยนไปเป็นพื้นที่เกษตร ไม่มีป่ามาคอยทำหน้าที่เป็นฟองน้ำซับน้ำ เมื่อเกิดฝนตกหนัก เมื่อฝนตกหนัก นอกจากน้ำแล้ว ยังพาเอาตะกอนดิน และดินโคลนลงมาด้วย ซึ่งระยะหลังเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นมาบ่อยมาก 2.ในลำน้ำต่างๆ เวลานี้ โดยเฉพาะในแม่น้ำโขง เป็นแม่น้ำระหว่างประเทศ ทั้ง จีน ไทยลาว มีเขื่อนเล็ก เขื่อนน้อย รวมทั้งเขื่อนใหญ่กั้นขวางทางน้ำ น้ำไม่ได้ขึ้นลงตามธรรมชาติอีกต่อไป การจัดการ หรือการระบายน้ำเมื่อน้ำขึ้นสูงหากมีฝนตกหนัก ทำได้ยาก หรือทำไม่ได้ ดังที่เกิดกับ จ.เชียงราย เวลานี้ 3.เรื่องของการบริหารจัดการน้ำ ไม่มีการแจ้งเตือน และรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสมและทันท่วงที

“เวลานี้ เรากำลังประสบทั้ง 3 ปัจจัยไปพร้อมๆ กัน ไม่ใช่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งลำพัง การสูญเสียพื้นที่ป่า 3 แสนไร่ ในปีเดียวนี้ถือว่า รุนแรงแล้ว และไม่รู้ว่าในอนาคต เราจะสูญไปอีกเท่าไรอีกจากการพัฒนาพื้นที่ ทุกคนคงเห็นแล้วว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นมันรวดเร็วและร้ายแรงแค่ไหน มารดต้นคอใกล้จมูกแล้ว วันนี้เกิดภาคเหนือ วันต่อๆ ไปก็มีโอกาสเกิดได้ทั้งใต้ กลาง อีสาน หรือกระทั่งกรุงเทพฯ” นายภาณุเดชกล่าว