โลกรวน ทำน้ำท่วมหนัก พยากรณ์ยาก ซ้ำเมื่อวิกฤตผ่านยังขาดการวางแผนกู้ภัย
วันที่ 16 กันยายน สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ(สคส.) ร่วมกับ เครือข่าย Thai Climate Justice for All จัดสัมมนา โลกรวนน้ำท่วมเชียงราย ฟังเสียงประชาชนต่อปัญหาและทางออก
นายกฤษฎา บุญชัย เลขาธิการ สคส.กล่าวว่า อุทกภัยในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือโดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดน่านและเชียงรายเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากจะเกิดขึ้นจากความรุนแรงของภัยธรรมชาติในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนจากภาวะโลกร้อน การเริ่มต้นของปรากฏการณ์ลานีญา และผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นยางิแล้ว ปัจจัยสำคัญที่จะมองข้ามเสียมิได้คือ ความเปราะบางขั้นพื้นฐานของประเทศ อันได้แก่การใช้ทรัพยากรที่ดินที่เปลี่ยนแปลงไป โครงสร้างพื้นฐานของเมืองที่มิได้ถูกอออกแบบมาเพื่อรับมือกับปัญหา ไม่มีการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ปรับปรุงระบบข้อมูลข่าวสารและการเตือนภัย ซึ่งมีสาเหตุมาจากการขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ภาครัฐมิได้หารือประชาชนในการวางผังเมืองและการใช้ที่ดิน แต่กลับถือเอาแนวทางการทำกำไรสูงสุดตามหลักทุนนิยมมาใช้ในการพิจารณาจัดสรรที่ดิน

นายกฤษฎา กล่าวว่า และเมื่อวิกฤตผ่านไปแล้ว ก็ยังขาด การวางแผนกู้ภัยและกระจายทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ สิ่งที่พบเห็นได้เสมอหลังวิกฤติใดๆก็ตามได้แก่ ความช่วยเหลือต่างๆไปกองอยู่ในจุดที่ได้รับเพียงพอแล้ว ส่วนในพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือก็ไม่ได้รับเลย สอง ความช่วยเหลือไม่ตรงต่อความต้องการ เช่นอาหารมาเป็นจำนวนมากในเวลาที่ชาวบ้านผุ้ประสบภัยเข้าถึงอาหารได้แล้ว แต่ต้องการทุนเพื่อทำความสะอาดและฟื้นฟูที่พักอาศัย เป็นต้น จึงควรรวมรวมองค์ความรู้จากเหตุที่เกิดขึ้นและนำมาวางแผนระยะยาวร่วมกันระหว่างรัฐและประชาชนให้เป็นโมเดลการจัดการเพื่อใช้ในครั้งต่อไป
แนวทางที่ควรดำเนินการต่อไปได้แก่ การนำเอาเทคโนโลยีล่าสุดมาพัฒนาระบบข้อมูลและการเตือนภัยแบบ real time สร้างความรู้ความเข้าใจอย่างรอบด้าน (รวมการอ่านข้อมูล การเก็บข้อมูล สาเหตุของภาวะโลกร้อน ผลกระทบ และอื่นๆ) ให้แก่ชาวบ้าน หลีกเลี่ยงการขัดแย้งเพื่อฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานที่ผ่านมาซึ่งอาจใช้การไม่ได้แล้วตามเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เช่นตลิ่งแม่น้ำไม่ควรเป็นคอนกรีตเพราะทำให้น้ำไหลเร็วและแรง สร้างกระบวนการมีส่วนร่วม และออกแบบการตั้งรับปรับตัวแก่ภาคเกษตร เช่นการใช้เมล็ดพันธุ์พืชทนแล้งและนำท่วม เป็นต้น
นางจุฑามาศ ราชประสิทธิ์ กรรมการ สคส.กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในปีนี้หนักมาก เริ่มที่ อำเภอเทิง ขุนตาน ตามมาด้วยแม่สาย มีชาวบ้านติดอยู่ในบ้านกว่า 3 พันคน เพราะย้ายออกไม่ทันเพราะน้ำมาเร็วมาก ชาวเชียงรายได้รับผลกระทบแทบทุกพื้นที่ และต่อมาคาดว่าอาหารจะขาดแคลนเพราะไร่นาจมน้ำเสียหายหมด
สาเหตุแรกน่าจะมาจากภาวะโลกร้อน ทำให้สภาพอากาศรุนแรงและแปรปรวนมาก สอง ฝนตกนานมากถึงสองสัปดาห์ติดต่อกัน ทำให้มวลน้ำสะสมไหลลงมาตามแนวเชิงเขามาก สาม ป่าต้นน้ำอิง น้ำกก น้ำสาย ถูกเปลี่ยนไปจากป่าดิบเป็นวนเกษตร ทำให้รับน้ำได้น้อยลง สี่ การขยายตัวของเมืองกกในท่าขี้เหล็ก ซึ่งเป็นผลพวงจากการทำเหมืองทองเหมืองถ่านหิน และโครงการโรงไฟฟ้า ทำให้พื้นที่ป่าในพม่าลดลง สังเกตจากน้ำที่หลากลงมาเป็นสีแดงทั้งหมดแปลว่าเขตพื้นที่ต้นน้ำไม่มีต้นไม้อุ้มน้ำเลย ทำให้น้ำชะหน้าดินลงมาได้อย่างเต็มที่

นางจุฑามาศ กล่าวว่า สาเหตุสุดท้ายมาจากโครงสร้างพื้นฐานของเชียงรายที่สร้างไว้ตั้งแต่ปี 2564 ที่รองรับการพัฒนาความเจริญต่างๆ ถนนหนทาง และการขยายตัวของจังหวัด ทำให้พื้นที่ป่าและชุ่มน้ำเปลี่ยนเป็นบ้านจัดสรร ทำให้ไม่มีพื้นที่รับน้ำ พื้นที่นาที่เคยรับน้ำได้ ก็ไม่มีแล้วเพราะถูกเปลี่ยนเป็นอาคารหมด ตอนนี้เหลือเพียงพื้นที่ชุ่มน้ำเชียงของที่เกือบจะถูกปรับเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเช่นเดียวกัน ติดที่ชาวบ้านค้านเอาไว้
นายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา รองประธาน สคส.สาเหตุของภายพิบัติครั้งนี้มาจากภาวะโลกร้อนและปรากฎการณ์เอลนิโญและลานิญา ทำให้น้ำหลากรุนแรงขึ้นจากน้ำสาขาของแม่น้ำโขง เช่นเทิง สอง พื้นที่ลุ่มน้ำเปลี่ยนแปลงและเสื่อมโทรมลง พื้นที่น้ำท่วมถึงมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องการพัฒนาเมือง ถนน ที่อยู่อาศัย ทำให้ไม่มีเส้นทางระบายน้ำ
นายมนตรี จันทวงศ์ ผู้ประสานงาน กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง กล่าวว่า รูปแบบน้ำท่วมเปลี่ยนแปลงไปมากจากครั้งก่อนที่ท่วมในปี 2509 ในปีนี้สถานีวัดน้ำโขง สถานีเชียงแสนยังขึ้นไม่ถึงสีเหลือง แต่มวลน้ำก็หลากลงมาแล้ว สาเหตุเกิดจากลักษณะการตกของฝนเปลี่ยนไป ร่องความกดอากาศต่ำพาดผ่านภาคเหนือนานผิดปกติ สอง การกระจายตัวของฝนเปลี่ยนไป เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ระดับน้ำในน้ำโขง น้ำอิง น้ำงาว ขึ้น ส่วนน้ำกกยังไม่ขึ้น พอเดือนกันยายนน้ำเริ่มมาทางน้ำอิง กว๊านพะเยา แต่เชียงแสนยังแห้ง พอหางพายุยางิเข้าไทย ปริมาณน้ำมากขึ้น เชียงของจึงท่วม แต่เชียงแสนยังไม่ท่วม
“โดยสรุปคือฝนผันผวนมาก ทำให้ระบบการพยากรณ์ที่มีอยู่ใช้การไม่ได้ ส่วนการจัดการน้ำของเขื่อนขนาดใหญ่ต่างๆรวมเขื่อนในประเทศลาวไม่มีผลต่อการท่วมครั้งนี้มากนักเพราะเป็นเหตุการณ์ที่ลำน้ำสาขาท่วม เว้นแต่ว่าในอนาคตหากเขื่อนบากเบงสร้างเสร็จ ระดับท้องน้ำจะสูงขึ้น 1-2 เมตร และจะให้น้ำท่วมตามแนวแม่น้ำโขงแน่นอน ส่วนแม่น้ำสายย่อยนั้น แม่น้ำสายแคบมาก ทำให้บีบตัวให้มวลน้ำลงมาเร็วและแรง ส่วนแม่น้ำกกมีฝายเชียงรายตั้งอยู่และส่งผลต่อการระบายน้ำ เพราะระบายไม่ทันปริมาณน้ำที่ลงมา ทำให้ระดับน้ำสูงและระบายได้ช้า แต่จะมีผลมากน้อยขนาดไหนนั้นยังไม่ได้ประเมิน”นายมนตรี กล่าว

นายมนตรี กล่าวว่า การรับมือก่อนเกิดเหตุมีช่องโหว่มาก เนื่องจากเมื่อภัยพิบัติรุนแรงมาก เครื่องมือของหน่วยงานราชการที่ใช้อยู่จะใช้การไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่นกรมอุตุนิยมวิทยามีภาพเรดาร์ วัดปริมาณน้ำในเมฆได้ มีสถานีวัดน้ำกระจายกันเฉพาะจุด กรมชลประทานมีจุดวัดน้ำอัตโนมัติ แต่ถ้าเหตุรุนแรงมาก สถานีเหล่านี้ก็ใช้ไม่ได้ และภาพก็จะหายไปจากหน้าจอ อีกประการหนึ่งคือข้อมูลค่อนข้างดิบและมากจากคนละหน่วยงาน ไม่มีการบูรณาการกัน เช่นจุดวัดน้ำตามสะพาน วัดได้ว่าน้ำไหลผ่านไปเท่าไหร่ แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการรู้คือน้ำจะมาเมื่อไรและสูงเท่าไร ซึ่งควรรู้ล่วงหน้าสัก 1-2 ชม. ซึ่งเรายังไม่มีระบบพวกนี้ จึงเสนอให้ทำระบบข้อมูลอัตโนมัติระดับตำบลหรือหมู่บ้านและลิ้งเข้าหากัน เพื่อคำนวณหาว่าน้ำจะมาถึงเมื่อไร ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีสามารถทำได้แต่ยังขาดหน่วยงานที่จะเข้ามารับผิดชอบ

