สธ.เปิดรับฟังความเห็น (ร่าง)พ.ร.บ.กัญชา ฉบับล่าสุด ปลดล็อกช่อดอกออกจากยาเสพติด แต่คุมเข้มการใช้

18.09.24 | 16:14 น.

สธ.เปิดรับฟังความเห็น (ร่าง)พ.ร.บ.กัญชา ฉบับล่าสุด ปลดล็อกช่อดอกออกจากยาเสพติด แต่คุมเข้มการใช้

เมื่อวันที่ 18 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่ผ่านมา ระบุส่วนหนึ่งของนโยบายว่า “การใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มในทางเศรษฐกิจและควบคุมผลกระทบทางสังคม โดยการตรากฎหมาย” ล่าสุด กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้มีการนำ(ร่าง) พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กัญชา กัญชง พ.ศ. … เปิดรับฟังความคิดเห็นระหว่างวันที่ 16-30 กันยายน 2567 ผ่านทางเว็บไซต์ระบบกลางทางกฎหมายhttps://law.go.th

แหล่งข่าวในกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า “แม้ช่อดอกกัญชา กัญชงจะไม่ได้เป็นยาเสพติดประเภท 5 เช่นเดียวกับราก กิ่ง ก้าน ใบ ลำต้น หรือเมล็ด แต่จะเห็นได้ว่าใน พ.ร.บ. ฉบับนี้จะมีการควบคุมเข้มงวดในส่วนของช่อดอกมากกว่า โดยที่จะต้องขออนุญาตจำหน่าย ผลิตหรือส่งออก ขณะที่ส่วนอื่นๆ นั้นไม่ต้องขออนุญาต ทั้ง (ร่าง)พ.ร.บ.ฉบับเดิมจะระบุไว้ว่าห้ามบริโภคเพื่อการสันทนาการ แต่ในร่างฉบับนี้ตัดส่วนนั้นออกไป แล้วกำหนดวัตถุประสงค์ในการบริโภคที่ไม่เป็นการผิดกฎหมายแทน เป็นส่วนที่แตกต่างจากร่างเดิมมากที่สุด”

สาระสำคัญของร่างฉบับนี้ อาทิ ให้มีคณะกรรมการกัญชา กัญชง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน มีหน้าที่และอำนาจ เสนอนโยบายและยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการควบคุมและส่งเสริม กัญชา กัญชง และสารสกัด และการคุ้มครองสุขภาพของประชาชน ต่อครม.เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ, กำหนดมาตรการการส่งเสริม วิจัย พัฒนา การใช้กัญชา กัญชง และสารสกัด ทั้งในด้านการแพทย์ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และประโยชน์อื่น ๆ ต้องขออนุญาตปลูก ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย

ในการเพาะปลูกกัญชาหรือกัญชง หรือผลิต นำเข้า ส่งออก หรือจำหน่าย กัญชา กัญชง หรือสารสกัด ต้องได้รับใบอนุญาต แต่ไม่ใช้บังคับแก่การจำหน่าย ผลิตหรือส่งออกส่วนของราก กิ่ง ก้าน ใบ ลำต้น หรือเมล็ดของกัญชา หรือกัญชง และการสั่งจ่ายหรือแจกจ่ายกัญชา กัญชง หรือสารสกัด เพื่อการบำบัดรักษาและบรรเทาความเจ็บป่วยของมนุษย์ หรือป้องกันโรค รวมถึงการนำไปใช้เพื่อให้เกิดผลต่อสุขภาพหรือการทำงานของร่างกายให้ดีขึ้น เสริมสร้างโครงสร้างหรือการทำงานของร่างกายหรือลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคของผู้ประกอบวิชาชีพที่กำหนด และไม่เพียงต้องได้รับอนุญาตเท่านั้น ในการนำเข้าหรือส่งออกของผู้รับอนุญาตในแต่ละครั้งต้องได้รับใบอนุญาตนำเข้าหรือส่งออกเฉพาะคราวด้วย

Advertisement

สำหรับการขอรับใบอนุญาตเพาะปลูกกัญชาหรือกัญชง จะแบ่งตามขนาดพื้นที่เพาะปลูก 3 ขนาด คือ พื้นที่ขนาดเล็ก ไม่เกิน 5 ไร่ พื้นที่ขนาดกลาง เกิน 5 ไร่ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 20 ไร่ และ พื้นที่ขนาดใหญ่ เกิน 20 ไร่ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 400 ไร่ ในส่วนของผู้ขอรับใบอนุญาตทั้งเพาะปลูกกัญชาหรือกัญชง หรือผลิต นำเข้า ส่งออก หรือจำหน่าย กัญชา กัญชง หรือสารสกัด ต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย หรือ นิติบุคคลที่มีสัญชาติไทย มีสำนักงานตั้งอยู่ในประเทศไทย หรือเป็นวิสาหกิจชุมชน หรือสภากาชาดไทยหรือหน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานในกำกับของรัฐที่มีภารกิจเกี่ยวข้อง

ห้ามโฆษณา หรือทำการสื่อสารการตลาดเกี่ยวกับช่อดอกหรือยางของกัญชา กัญชง หรือสารสกัด หรือเครื่องมือและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการสูบกัญชา

ห้ามจำหน่ายกัญชา กัญชง หรือสารสกัดเพื่อการบริโภค ไม่ว่าจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ ในทางการค้าหรือให้โดยมีสิ่งตอบแทนหรือผลประโยชน์อื่นใดหรือไม่ก็ตาม แก่บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่า20 ปี, สตรีมีครรภ์, สตรีให้นมบุตรและบุคคลอื่นใดตามที่รัฐมนตรีประกาศ  และจะต้องแจ้ง ณ สถานที่จำหน่ายหรือผ่านช่องทางการจำหน่ายอื่น รวมทั้งคำเตือนในการบริโภค

ห้ามจำหน่ายโดยใช้เครื่องจำหน่าย หรือวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์, วิธีการแจก แถม ให้ แลกเปลี่ยนกับสินค้าอื่น หรือเสนอให้สิทธิในการเข้าชมการแข่งขัน การแสดง การให้บริการ การชิงโชค การชิงรางวัล หรือสิทธิประโยชน์อื่นใดเป็นการตอบแทนแก่ผู้ซื้อ รวมถึง ห้ามจำหน่าย ใน วัดหรือสถานที่สำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนา,สถานศึกษา ,หอพัก, สวนสาธารณะ สวนสัตว์ และสวนสนุกและ สถานที่อื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด  อีกทั้ง ห้ามขับขี่ยานพาหนะในขณะมึนเมากัญชา กัญชง สารสกัด หรืออาหาร

ที่สำคัญที่สุด ห้ามบริโภคกัญชา กัญชง หรือสารสกัด เว้นแต่เป็นการบริโภค โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1.การบำบัด รักษา และบรรเทาความเจ็บป่วยของมนุษย์ หรือป้องกันโรค รวมถึงการนำไปใช้กับมนุษย์ เพื่อให้เกิดผลต่อสุขภาพหรือการทำงานของร่างกายให้ดีขึ้น เสริมสร้างโครงสร้างหรือการทำงานของร่างกายหรือลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค ภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์, ทันตแพทย์, แพทย์แผนไทย, แพทย์แผนไทยประยุกต์, แพทย์แผนจีนหรือหมอพื้นบ้าน

2.การศึกษาวิเคราะห์หรือวิจัยที่ดำเนินการโดยหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ ศึกษาวิจัยหรือจัดการ เรียนการสอนสาขาที่เกี่ยวข้อง  เพื่อเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์หรือเภสัชกรรม สภากาชาดไทย หรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ที่ศึกษาวิจัยและจัดการเรียนการสอนทางการแพทย์หรือเภสัชศาสตร์

3.ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ,ยา, อาหาร, เครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์อื่นใดตามที่มีกฎหมายเฉพาะที่บัญญัติไว้