ประเทศไทยได้เข้าสู่การมี “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” เมื่อรัฐบาลไทยประกาศนโยบายดังกล่าวในปี พ.ศ. 2544 และรัฐสภาได้ลงมติเห็นชอบ “พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545” โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญเพื่อจัดให้มีระบบบริการสาธารณสุขที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพของประชาชน ที่นำมาสู่การจัดตั้ง “ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” โดยมีองค์กรที่มีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐและภาคประชาชนคือ “สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” (สปสช.) ทำหน้าที่กำกับดูแลเพื่อให้ประชาชนไทยในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ไม่มีหลักประกันสุขภาพของภาครัฐรองรับ มีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานอย่างถ้วนหน้า ตามมาตรา 52 และ 82 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540



ช่วงระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา สปสช. ได้มุ่งมั่นและทุ่มเทด้วยความตั้งใจในการทำหน้าที่ดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) และคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐาน ไม่เพียงทำให้ประชาชน 47 ล้านคน ได้รับบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพและมาตรฐานเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในการร่วมแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในด้านการรักษาพยาบาลให้กับคนไทยทั่วประเทศได้อย่างมีประสิทธิผล ลดจำนวนครัวเรือนที่ยากจนจากค่ารักษาพยาบาล ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตด้านต่างๆ ให้กับประชาชนได้อย่างชัดเจน
ข้อมูลผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน สำนักงานสถิติแห่งชาติ มีจำนวนครัวเรือนที่ยากจนลงหลังการจ่ายค่ารักษาพยาบาล ปี 2564 ลดลงอยู่ที่ 49,305 ครัวเรือน (0.22%) จากเดิมในปี 2545 อยู่ที่ 215,745 ครัวเรือน (1.32%)
สำหรับรายงานการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในปี 2566 นี้ ไม่เพียงแต่เป็นปฐมบทแรกแห่งการเริ่มต้นเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 เท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวแรกของการเริ่มดำเนินการตาม “แผนปฏิบัติราชการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2566-2570” ที่มุ่งสู่ 3 เป้าหมาย (Goals) คือ ประชาชนเข้าถึงบริการอย่างครอบคลุมตามความจำเป็น กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีประสิทธิภาพและความยั่งยืน ด้วยกลไกการบริหารจัดการที่ดำรงไว้ซึ่งธรรมาภิบาล ด้วยวิสัยทัศน์ “ทุกคนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินไทย ได้รับความคุ้มครองหลักประกันสุขภาพอย่างถ้วนหน้าด้วยความมั่นใจ” พร้อมกำหนดพันธกิจและยุทธศาสตร์ของการดำเนินการที่นำไปสู่ความยั่งยืนและเป็นเจ้าของระบบฯ ร่วมกัน
จากรายงานผลการสร้างหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2566 ภายใต้งบประมาณที่ได้รับการจัดสรร 204,140.03 ล้านบาท ในการดูแลผู้มีสิทธิบัตรทอง 47.72 ล้านคน สปสช. ได้ครอบคลุมดูแลประชากรผู้มีสิทธิบัตรทองที่ร้อยละ 99.40 โดยมีผลงานเข้าถึงบริการผู้ป่วยนอก 170.39 ล้านครั้ง หรือคิดอัตราร้อยละ 3.62 ครั้ง/ประชากร และการเข้าถึงบริการผู้ป่วยใน 6.09 ล้านครั้ง หรืออัตราร้อยละ 0.13 ครั้ง/ประชากร ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยบริการทุกระดับทั้งภาครัฐและเอกชนที่ร่วมให้บริการจำนวน 17,247 แห่ง
นอกจากนี้ยังมีบริการกรณีเฉพาะ อาทิ การให้ยาละลายลิ่มเลือดผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด 3,407 ครั้ง ให้ยาละลายลิ่มเลือดผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบ/อุดตัน 9,111 ครั้ง ผ่าตัดตาต้อกระจก 173,945 ครั้ง ผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา 1,336 ครั้ง ปลูกถ่ายตับ/รับยากดภูมิ 618 คน ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ/รับยากดภูมิ 144 คน ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต 173 คน ดูแลผู้ป่วยโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย 11,830 คน ผู้ป่วยวัณโรคได้รับการดูแลรักษาด้วยยาวัณโรค 85,027 คน ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง 83,953 คน

ในส่วนบริการฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการแพทย์ มีผู้พิการได้รับอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ 28,837 คน ได้รับบริการฟื้นฟูฯ 3,826,137 ครั้ง สำหรับบริการแพทย์แผนไทย อาทิ นวด ประคบ อบสมุนไพร 2,871,353 ครั้ง แม่หลังคลอดได้รับบริการฟื้นฟู 114,561 ครั้ง รับยาสมุนไพรบัญชียาหลักแห่งชาติ 11,438,356 ครั้ง และฝังเข็มกระตุ้นไฟฟ้าในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง 4,445 คน
นอกจากนี้ยังมีบริการด้านยาและเวชภัณฑ์ อาทิ รับยากดภูมิบัญชี จ(2) จำนวน 78,392 คน รับยากำพร้า/ยาต้านพิษ 6,553 คน และบริการสารเมทาโดนสำหรับบำบัดรักษาระยะยาว 11,013 คน
ขณะที่ผลงานภาพรวมอื่นๆ ในส่วนของผลการบริการนอกงบเหมาจ่ายยังเกินเป้าหมายที่วางไว้ อาทิ การดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ รับยาต้านไวรัส 306,073 คน ดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย (ล้างไต, ฟอกไต, ปลูกถ่ายไต) 92,651 คน การป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง 4.26 ล้านคน บริการสาธารณสุขสำหรับผู้ป่วยติดเตียงที่มีภาวะพึ่งพิง 334,823 คน บริการสาธารณสุขปฐมภูมิ/บริการสุขภาพวิถีใหม่ 2.93 ล้านคน และบริการสาธารณสุขร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 43.31 ล้านคน ผู้รับบริการได้รับการช่วยเหลือเบื้องต้นและผู้ให้บริการได้รับการช่วยเหลือเบื้องต้น 23,302 คน และบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค 66.89 ล้านคน เป็นต้น
ด้วยผลการเข้าถึงบริการในปีงบประมาณ 2566 ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ดำเนินการมากว่า 2 ทศวรรษ อย่างไรก็ตามต่อจากนี้ไป สปสช. ยังมีประเด็นความท้าทายหลากหลายที่ต้องเผชิญอยู่ ทั้งสภาวะแวดล้อม สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลง การพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ความมั่นคงของงบประมาณ และนโยบายที่เปลี่ยนต่างๆ ตามยุคสมัยของรัฐบาล เพื่อเดินหน้า “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” คุ้มครองดูแลสุขภาพของคนไทยอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

