รพ.เอกชนโอดขาดทุน จ่อออกประกันสังคม หลังถูกลดค่ารักษาโรคแพง
เมื่อวันที่ 23 กันยายน นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2565-2566 สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้มีการปรับลดงบประมาณค่ารักษาพยาบาลในกลุ่มโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงลงถึงร้อยละ 40 โดยลดลงจาก 12,000 บาท ต่อหน่วย Adjusted RW (ค่าน้ำหนักสัมพัทธ์กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมด้วยเกณฑ์วันนอน) เหลือเพียง 7,200 บาทต่อหน่วย ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของทั้ง 2 ปี ทำให้โรงพยาบาล (รพ.) เอกชน ที่เป็นคู่สัญญากับประกันสังคมต้องเผชิญกับภาวะขาดทุน เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลได้จ่ายไปล่วงหน้าแล้ว รวมถึงภาษีที่ต้องจ่ายตามประมาณการรายได้ ทำให้การปรับลดงบนี้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อสถานะการเงินของ รพ.

“แม้ในปี 2565 สปส.จะปรับเพิ่มค่าหัวเหมาจ่ายจาก 1,640 บาท เป็น 1,808 บาท แต่สำหรับกลุ่มโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงและโรคเรื้อรังกลับไม่มีการปรับเพิ่มค่าตอบแทนมาเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งส่งผลให้จำนวน รพ.เอกชน ที่เข้าร่วมกับระบบประกันสังคมลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จำนวน รพ.ที่เข้าร่วมลดลงจาก 120 แห่ง เหลือเพียง 93 แห่งในปัจจุบัน แม้จะมี รพ.แห่งใหม่เข้าร่วมบ้าง แต่ส่วนใหญ่เป็น รพ.ขนาดเล็ก ไม่สามารถรองรับผู้ประกันตนได้มากพอ” นพ.ไพบูลย์กล่าวและว่า หากสถานการณ์นี้ยังคงดำเนินต่อไป จะส่งผลให้ รพ.เอกชนที่เป็นสมาชิกสมาคมหลายแห่งอาจไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นได้ ซึ่งอาจทำให้ รพ.เหล่านี้ตัดสินใจถอนตัวจากการเป็นคู่สัญญากับประกันสังคม ซึ่งจะทำให้จำนวน รพ.ที่รองรับผู้ประกันตนลดลง และจะสร้างภาระให้กับ รพ.รัฐที่ต้องรองรับผู้ประกันตนเพิ่มขึ้น สมาคมฯจึงเรียกร้องให้ สปส.พิจารณาทบทวนอัตราค่าตอบแทนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และปรับระบบการจ่ายค่ารักษาสำหรับโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยเสนอให้กำหนดอัตราขั้นต่ำที่ 15,000 บาทต่อหน่วย Adjusted RW เพื่อให้ รพ.สามารถดำเนินการได้อย่างยั่งยืน และลดภาระทางการเงิน


