ทันตคลินิกปลื้ม! ร่วม ’30บาทรักษาทุกที่’ ช่วยบัตรทองรักษาเร็ว ผุด ‘ชาร์จฟัน’ เบิกจ่ายง่ายขึ้น
เมื่อวันที่ 23 กันยายน ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นำคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยนวัตกรรมตามนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ เพื่อคนไทยสุขภาพดีถ้วนหน้า ด้วยการยกระดับคุณภาพบริการด้วยบัตรประชาชนใบเดียว เพื่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยบัตรทองในชุมชน พร้อมติดสติกเกอร์โลโก้ 30 บาทรักษาทุกที่ ร่วมรับฟังผลการดำเนินงาน ระบบการเบิกจ่าย และข้อเสนอแนะ ที่คลินิกเจนจิตติ์ ทันตคลินิก อ.เมือง จ.เชียงราย

ทพ.นิวัฒน์ ธะนะบุญยัง ทันตแพทย์ประจำเจนจิตต์ทันตคลินิก กล่าวว่า คลินิกฯ เข้าร่วมโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ คลินิกฯ รับสิทธิจ่ายเองและสิทธิกองทุนประกันสังคม ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่มารับบริการจะเป็นสิทธิจ่ายเอง แต่เมื่อเข้าร่วมโครงการฯ ก็ทำให้ผู้ป่วยสัดส่วนที่จ่ายเอง กลายมาเป็นผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง ทำให้ขณะนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยบัตรทองมากที่สุด อย่างไรก็ตาม หลังจากเข้าร่วมโครงการฯ ประชาชนให้ผลตอบรับดี ทางคลินิกก็มีการให้บริการมากขึ้นราวร้อยละ 30 ทั้งตนและผู้ป่วยที่ใช้บริการ เห็นตรงกันว่า โครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ เป็นโครงการที่ดี ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการมากขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปที่โรงพยาบาล ทำให้ผู้ป่วยบอกต่อคนอื่นๆ ให้ใช้บริการกับทางคลินิก

ทพ.นิวัฒน์ กล่าวว่า สำหรับผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง จะสามารถรับบริการได้ 3 ครั้งต่อปี หาก็เป็นผู้อายุมากกว่า 16 ปีขึ้นไป จะสามารถรับบริการขูด อุด และถอนฟันได้ แต่ถ้าเป็นผู้ป่วยเด็กอายุน้อยกว่า 16 ปี จะเพิ่มเรื่องการเคลือบหลุมร่องฟันและฟลูออไรด์ด้วย ทั้งนี้ การส่งเบิกจ่ายกับ สปสช. ระยะแรกมีปัญหาเรื่องการคีย์ข้อมูลการรักษา ทำให้เบิกจ่ายล่าช้า แต่ระยะหลังทางคลินิกก็ปรับกลยุทธ์ใหม่ด้วยการทำชาร์จแบบโครงสร้างฟันขึ้นมา เพื่อให้ทันตแพทย์เขียนข้อมูลการตรวจฟันผู้ป่วย แล้วให้ทางผู้ช่วยทันตแพทย์คีย์ข้อมูลลงในแผนการรักษาตามระบบของ สปสช. ซึ่งตรงนี้ทำให้ผู้ป่วยรับทราบปัญหาช่องปากของตัวเอง และลดระยะเวลาการคีย์ข้อมูล เรื่องการเบิกจ่ายก็เร็วขึ้น ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ก็เบิกจ่ายได้เรียบร้อย
“จากประสบการณ์ คนที่เข้าร่วมโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่แล้ว อยากขอเชิญชวนคลินิกทันตกรรมอื่นๆ ให้มาเข้าร่วมโครงการเพิ่มเยอะๆ เพื่อช่วยประชาชนเข้าถึงบริการมากขึ้น และเพิ่มผู้ป่วยให้กับคลินิกมากขึ้นด้วย” ทพ.นิวัฒน์ กล่าว

ด้าน ทพ.อรรถพร กล่าวว่า สปสช.มีข้อกำหนดของคลินิกนวัตกรรมทันตกรรมว่า ทันตแพทย์จะต้องตรวจสุขภาพช่องปากให้ผู้ป่วยได้รับทราบก่อนทำการรักษา โดยเจนจิตต์ทันตคลินิกได้ให้บริการผู้ป่วยบัตรทองแล้วกว่า 800 ราย นับแต่เข้าร่วมโครงการเมื่อเดือนพฤษภาคม ซึ่งจุดเด่นของเจนจิตต์ทันตคลินิก ที่ตนไม่เคยเห็นที่คลินิกใดมาก่อนเลย คือ การทำชาร์จโครงสร้างฟันแท้ ฟันน้ำนม เอาไว้เพื่ออธิบายให้ผู้ป่วยรับทราบว่าตัวเองมีปัญญาช่องปากอะไร และต้องรักษาส่วนไหนบ้าง ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของ สปสช.

“นอกจากนั้น ชาร์จเดียวกันนี้ ก็ช่วยให้ผู้ช่วยทันตแพทย์สามารถคีย์ข้อมูลการรักษาเข้าสู่ระบบการเบิกจ่ายของ สปสช. ได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน” ทพ.อรรถพร กล่าวและว่า จุดเด่นอีกข้อหนึ่งของเจนจิตต์ทันตคลินิก คือ การให้บริการผู้ป่วยโดยไม่ได้มุ่งเน้นแต่กำไร เพราะปกติผู้ป่วยที่มาทำฟัน โดยเฉพาะการอุดฟัน ถ้ามาที่เจนจิตต์ทันตคลินิก ทันตแพทย์จะทำการอุดฟันให้ผู้ป่วยคราวละ 1 ข้าง เพื่อให้ผู้ป่วยใช้ฟันอีกข้างเคี้ยวอาหารได้ ซึ่งการอุดฟัน 1 ข้างนั้น อาจจะมากกว่า 1 ซี่ ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยคือ ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาตามสิทธิได้อย่างเต็มที่ ไม่ใช่มา 1 ครั้ง แล้วได้อุดฟันเพียง 1 ซี่ แล้วก็ต้องมาใหม่เพื่ออุดฟันซี่อื่นๆ ครั้งหน้า ตรงนี้เป็นต้นทุนของคลินิกที่เพิ่มขึ้น คือ ค่าวัสดุอุปกรณ์ แต่ค่าแพทย์ก็ยังเท่าเดิม เพราะการอุดฟัน 1 ซี่ กับอุดหลายซี่ก็จะใช้เวลาเท่ากันที่ประมาณ 30 นาที แต่ข้อดีคือ ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลช่องปากอย่างเต็มที่ คลินิกก็ยังอยู่ได้ด้วย เพราะทางคลินิกเองก็เล็งเห็นประโยชน์ของประชาชน ชาวบ้านในชุมชนมากกว่าผลกำไร

