สมศักดิ์-เดชอิศม์ มอบ 7 นโยบายปีงบ’68 ลดโรคไม่ติดต่อ-ปั้นท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

26.09.24 | 16:41 น.

สมศักดิ์-เดชอิศม์ มอบ 7 นโยบายปีงบ’68 ลดโรคไม่ติดต่อ-ปั้นท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

เมื่อวันที่ 26 กันยายน ที่สถาบันบำราศนราดูร นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเวทีแถลงผลการดำเนินงาน ปีงบประมาณ 2567 พร้อมร่วมกับ นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข มอบนโยบายกระทรวงสาธารณสุข ปีงบประมาณ 2568 โดยมี นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้บริหารและบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข เข้าร่วม

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับการขับเคลื่อนนโยบาย ปีงบประมาณ 2568 จะมุ่งสร้างความมั่นคงทางสุขภาพให้แก่ประชาชนทุกระดับ และยกระดับระบบสุขภาพคนไทยทุกมิติ เพื่อให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดีขึ้น ซึ่งนอกจากพัฒนางานสาธารณสุขตามแนวพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์แล้ว จะดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมใน 7 ประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1.ยกระดับ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ เพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพ เน้นเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพหน่วยบริการทุกระดับทั่วประเทศ ภายใต้ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของข้อมูลสุขภาพ, พัฒนาระบบบริการด้วยเทเลเมดิซีน AI ทางการแพทย์ และการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์, ขยายเครือข่ายบริการระดับปฐมภูมิดิจิทัล และพัฒนาโรงพยาบาลรัฐ ให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก ปลอดภัย ทันสมัย และมีประสิทธิภาพ 2.เพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตและบำบัดยาเสพติด โดยพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งระบบบริการให้คำปรึกษาโดย “นักจิตบำบัด” ให้มีมาตรฐาน, ยกระดับ “มินิธัญญารักษ์” และ “ทีมชุมชนล้อมรักษ์” รองรับระบบบำบัด รักษา ฟื้นฟู ที่มีแบบแผนเฉพาะบุคคล และให้ชุมชนมีส่วนร่วมดูแลผู้ป่วยหลังบำบัด และตั้งกรมสุขภาพจิตและบำบัดยาเสพติด ปรับปรุงโครงสร้างระดับพื้นที่

3.คนไทยห่างไกลโรคและภัยสุขภาพ โดยส่งเสริมสุขภาพทุกมิติเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ที่สำคัญ ก่อนเข้าสู่ระบบการรักษา ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศ, ผลักดันแนวคิดเวชศาสตร์วิถีชีวิตและสุขภาพองค์รวมสู่การปฏิบัติ, ปรับปรุงกฎหมายและมาตรการให้เอื้อต่อการควบคุม ดูแลส่งเสริมสุขภาพ เช่น พ.ร.บ. NCDs การป้องกันผู้สูบบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้าหน้าใหม่, สนับสนุนแนวคิดสุขภาพดี สิทธิประโยชน์เพิ่ม, สานต่อนโยบายมะเร็งครบวงจร ขยายความครอบคลุมการฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูก (HPV) คัดกรองป้องกันมะเร็ง และผลักดันแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว 4.สร้างความเข้มแข็งเครือข่ายสุขภาพภาคประชาชน โดยเฉพาะ อสม. โดยพัฒนากฎหมายสนับสนุน เช่น พ.ร.บ.อสม. เพิ่มศักยภาพ อสม. เพื่อส่งเสริมงานสุขภาพเชิงรุกในชุมชน และส่งเสริมสิทธิด้านสุขภาพของประชาชนทุกกลุ่ม

5.จัดระบบบริการสุขภาพเพื่อกลุ่มเปราะบางและพื้นที่พิเศษ โดยยกระดับสถานชีวาภิบาลและกุฏิชีวาภิบาล, เพิ่มศักยภาพระบบบริการสุขภาพและหน่วยบริการพื้นที่ชายแดน และส่งเสริมการผลิตและจ้างงานผู้ดูแลผู้ป่วย (Caregiver) ในชุมชน เพื่อเพิ่มการดูแลสุขภาพกลุ่มเปราะบางในระดับพื้นที่ 6.เพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจสุขภาพสู่ Medical and Wellness Hub โดยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความปลอดภัยทุกมิติ, ยกระดับภูมิปัญญาไทย ส่งเสริมการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทยเพื่อการแพทย์ในระบบบริการ, เพิ่มโอกาสการเติบโตของธุรกิจผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบ ลดขั้นตอนอนุมัติ/อนุญาต และส่งเสริมการต่อยอดงานวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยีนวัตกรรมสุขภาพ เทคโนโลยีชีวภาพทางการแพทย์

Advertisement

และ 7.บริหารจัดการทรัพยากรสาธารณสุข โดยเพิ่มการผลิตแพทย์และบุคลากรด้านสาธารณสุข สร้างความมั่นคง พัฒนาคุณภาพชีวิตและขวัญกำลังใจ พร้อมผลักดัน พ.ร.บ.กสธ., พัฒนากฎหมาย/ระบบสนับสนุนการบริหารจัดการโรงพยาบาลและการจัดซื้อจัดจ้าง, บริหารจัดการงบประมาณและกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ, ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการลงทุนพัฒนาการสาธารณสุขกับภาคส่วนอื่น สานต่อนโยบาย 50 เขต 50 โรงพยาบาล เพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพ และพัฒนาโรงพยาบาลสีเขียว ปรับปรุงให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม“ทั้งหมดนี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจของบุคลากรทุกคน เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงของสุขภาพคนไทย สร้างระบบสุขภาพที่แข็งแกร่งของประเทศ ซึ่งผมมั่นใจในศักยภาพของทุกคนที่จะร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจภายใต้เป้าหมาย ยกระดับการสาธารณสุขไทย สุขภาพแข็งแรงทุกวัย เศรษฐกิจสุขภาพไทยมั่นคง และพร้อมจะร่วมแก้ปัญหาและสนับสนุนการดำเนินงานของทุกคน ทุกหน่วยงาน อย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่ดีที่สุด และพลิกโฉมการสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับระบบสาธารณสุขไทยต่อไป” นายสมศักดิ์กล่าว

ด้าน นายเดชอิศม์ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และกรมอนามัย ซึ่งมีส่วนสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศ โดยจะพัฒนาศักยภาพการบริการและผลิตภัณฑ์ด้านการแพทย์แผนไทย อาหารไทย สมุนไพรไทย การรักษาพยาบาล รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งจะดูแลตั้งแต่ต้นน้ำ คือ วัตถุดิบ ไปจนถึงปลายน้ำ คือ การผลิตและส่งออก ซึ่งตามแผนปฏิบัติการด้านสมุนไพรแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566 – 2570 ได้ตั้งเป้าหมายที่จะส่งเสริมธุรกิจและบริการที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยให้ได้มากกว่า 1.04 แสนล้านบาท ภายในปี 2570

นอกจากนี้ จะร่วมผลักดันการดูแลสุขภาพองค์รวม ที่ให้ความสำคัญกับการมีสุขภาพดีในทุกมิติ โดยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดูแลสุขภาพ เน้นการนำภาคีเครือข่ายเข้ามามีส่วนร่วม และส่งเสริมการผลิตและจ้างงานผู้ดูแลสุขภาพในชุมชน หรือ Caregiver เพื่อสร้างการพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพในระดับบุคคล ครอบครัวและชุมชน นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี ประชาชนแข็งแรงตามวัย ลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคที่สามารถป้องกันได้ รวมทั้งจะให้การสนับสนุนทุกหน่วยงานในกำกับดูแล เพื่อร่วมขับเคลื่อนงานสำคัญตามนโยบายและนำพาระบบสาธารณสุขของประเทศไทยให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน