สปสช.เปิดผลสำรวจระดับการรับรู้ บัตรทอง พบ 60% ไม่รู้ใช้สิทธิคลอดบุตรไม่จำกัดจำนวน

28.09.24 | 13:02 น.

สปสช.เปิดผลสำรวจระดับการรับรู้ บัตรทอง พบ 60% ไม่รู้ใช้สิทธิคลอดบุตรไม่จำกัดจำนวน

เมื่อวันที่ 28 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้สำรวจ การรับรู้ บัตรทองของประชาชน โดยการสำรวจในครั้งนี้ ตัวอย่าง 80% เป็นเพศหญิง 30% เป็นเพศชาย 50% และมีเพียงส่วนน้อยที่เป็นเพศทางเลือก ซึ่งมีอายุระหว่าง 31-40 ปี รองลงมา มีอายุระหว่าง 41-50 ปี ส่วนใหญ่มีสถานภาพสมรสแล้ว รองลงมาโสด และเป็นม่ายหรือหย่าร้างหรือแยกกันอยู่ โดยตัวอย่างส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า รองลงมาระดับมัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า และสูงกว่าระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า สำหรับอาชีพหลักของตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัท รองลงมา ประกอบอาชีพค้าขาย ธุรกิจส่วนตัว และอาชีพผู้ใช้แรงงานรับจ้างทั่วไป ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ระหว่าง และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ระหว่าง 20,001-30,000 บาท

การใช้สิทธิการรักษาพยาบาล พบว่า ตัวอย่างใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามากที่สุด รองลงมา สิทธิหลักประกันสังคม สิทธิสวัสดิการข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรของรัฐ องค์กรปกครองท้องถิ่น สิทธิประกันสุขภาพเอกชน/บัตรประกันชีวิต และยังมีตัวอย่างบางส่วนที่ไม่มีสิทธิใดๆ เพราะเลือกที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง

ส่วนที่ 2 เรื่องของ การรับรู้ และความรู้ความเข้าใจต่อระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และพึงพอใจต่อระบบจากการสำรวจ พบว่า ตัวอย่างส่วนใหญ่ รู้จักสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. (ร้อยละ 80) แต่ก็มีบางส่วนที่ยังไม่รู้จักสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. (ร้อยละ 20) และจากการสำรวจประชาชนส่วนใหญ่ทราบว่าหน่วยงานใดรับผิดชอบเรื่องสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) (ร้อยละ 60%) สายด่วนหมายเลขใดเป็นช่องทางสอบถามข้อมูลหลักประกันสุขภาพ (ร้อยละ65) ทราบ (ร้อยละ 35) ไม่ทราบ และ (ร้อยละ 25) เคยใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือไม่ (สำหรับผู้มีสิทธิบัตรทอง) ประเภทของการรับบริการครั้งล่าสุด (ร้อยละ 50) บริการผู้ป่วยนอก การรับรู้ว่าบุคคลใดที่มีสิทธิรับบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคจาก สปสช.ร้อยละ 50 ทราบการรับรู้ รับทราบของตัวอย่างว่า สามารถสอบถามข้อมูลการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และแจ้งเรื่องร้องทุกข์ ร้องเรียนได้ที่ “สายด่วน สปสช. โทร 1330” ซึ่งพบว่า ตัวอย่างเกือบครึ่งที่ทราบว่ามีสายด่วนโดยสามารถสอบถามข้อมูลได้ (ร้อยละ 48.92) แต่มีบางส่วนที่ยังไม่ทราบ (ร้อยละ 42.52) และยังไม่แน่ใจ (ร้อยละ 8.57) สำหรับตัวอย่างส่วนใหญ่ที่ทราบว่ามีสายด่วนแต่ก็ยังไม่เคยใช้บริการ (ร้อยละ 72.71) ส่วนตัวอย่างที่เคยใช้บริการสายด่วน (ร้อยละ 27.29) ซึ่งเคยใช้บริการสอบถามข้อมูลข่าวสารต่างๆ มากที่สุด รองลงมาเคยใช้บริการในการตรวจสอบสิทธิรักษาพยาบาลด้วยระบบอัตโนมัติ ขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพการเข้ารับบริการสาธารณสุข และในเรื่องการร้องเรียนหรือร้องทุกข์

Advertisement

การรับรู้ของประชาชนเรื่องสิทธิและหน้าที่ ผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง) ทุกคนมีหน่วยบริการประจำ ร้อยละ 80 มี สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง) เปลี่ยนหน่วยบริการประจำได้ 4 ครั้ง/ปี ร้อยละ 40 ทราบ ร้อยละ 60 ไม่ทราบ

ถ้าเจ็บป่วยทั่วไป นอกจากไปใช้บริการที่หน่วยบริการประจำที่ลงทะเบียนสิทธิไว้ได้แล้ว หากอยู่ต่างพื้นที่ยังไปใช้หน่วยบริการปฐมภูมิอื่นก็ได้ ร้อยละ 70 ทราบ ร้อยละ 30 ไม่ทราบ

ถ้าเจ็บป่วยฉุกเฉิน สามารถไปรักษาที่สถานพยาบาลใดก็ได้ที่ใกล้ที่สุด ร้อยละ 80 ทราบ ร้อยละ 20 ไม่ทราบ

ใช้สิทธิรับบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคได้ ร้อยละ 65 ทราบ ร้อยละ 35 ไม่ทราบ

ใช้สิทธิรักษาโรคที่ต้องผ่าตัดและโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงได้ ร้อยละ 60 ทราบ ร้อยละ 40 ไม่ทราบ

ผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยช่วยตัวเองไม่ได้ ติดบ้านติดเตียง สามารถได้รับการดูแลด้านสุขภาพ ต่อเนื่องระยะยาวที่บ้านได้ ร้อยละ 65 ทราบ ร้อยละ 35 ไม่ทราบ

ใช้สิทธิคลอดบุตรไม่จำกัดจำนวน ร้อยละ 40 ทราบ ร้อยละ 60 ไม่ทราบ

ใช้สิทธิบริการแพทย์แผนไทย ร้อยละ 40 ทราบ ร้อยละ 60 ไม่ทราบ

ผู้ป่วยโรคจิตเรื้อรังสามารถรับบริการ/ดูแลต่อเนื่องที่บ้านหรือชุมชนได้ ร้อยละ 65 ทราบ ร้อยละ 35 ไม่ทราบ

ผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ที่ได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาลสามารถยื่นคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นได้ ร้อยละ 45 ทราบ ร้อยละ 55 ไม่ทราบ

เทศบาล/อบต. ในพื้นที่ของท่านจัดให้มีงบประมาณ (กองทุนตำบล) สนับสนุนให้ประชาชนมีกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคในชุมชน ร้อยละ 75 ทราบ ร้อยละ55 ไม่ทราบ สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง) เป็นสิทธิตามกฎหมาย

เปลี่ยนสถานพยาบาลประจำได้ 4 ครั้งต่อปี ร้อยละ 80 ทราบ ร้อยละ 20 ไม่ทราบ

ย้ายสถานพยาบาล/หน่วยบริการประจำ ได้สิทธิทันที ร้อยละ 75 ทราบ ร้อยละ 25 ไม่ทราบ

รู้ต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชนทุกครั้ง เพื่อยืนยันการใช้สิทธิบัตรทองรับบริการ ร้อยละ 70 ทราบ ร้อยละ 30 ไม่ทราบ

ถ้าเจ็บป่วยฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุ ไปรักษาที่ใดก็ได้ที่ใกล้ที่สุด (ทั้งที่เข้าร่วมและไม่เข้าร่วมโครงการ) ร้อยละ 70 ทราบ ร้อยละ 30 ไม่ทราบ

มีสิทธิรับบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคได้ เช่น ฉีดวัคซีนในเด็ก ฝากครรภ์ คุมกำเนิด ตรวจเบาหวาน/ความดันโลหิต ตรวจมะเร็งปากมดลูก วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลสำหรับ 7 กลุ่มเสี่ยง ร้อยละ 80 ทราบ ร้อยละ 20 ไม่ทราบ

กรณีมีความจำเป็น สามารถเข้ารับบริการ (ที่เข้าร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) แม้ไม่ใช่สถานพยาบาลตามสิทธิ ร้อยละ 75 ทราบ ร้อยละ 25 ไม่ทราบ

มีสิทธิรักษาแบบผู้ป่วยในได้โดยไม่ต้องกลับไปรับใบส่งตัว กรณีมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ารับบริการที่สถานพยาบาลไม่ใช่สถานพยาบาลตามสิทธิ ร้อยละ 65 ทราบ ร้อยละ 35 ไม่ทราบ

มีสิทธิรักษาโรคที่ต้องผ่าตัดและโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงได้ เช่น การรักษาโรคมะเร็งด้วยการฉายแสง/ทำคีโมหรือยาเคมีบำบัด ผ่าตัดสมอง ผ่าตัดหัวใจ และรักษาโรคไตวาย ร้อยละ 70 ทราบ ร้อยละ 30 ไม่ทราบ

ผู้ป่วยโรคมะเร็งไปรับบริการที่ไหนก็ได้ ร้อย 65 ทราบ ร้อยละ 35 ไม่ทราบ

ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ มีสิทธิได้รับการดูแลด้านสุขภาพที่บ้าน ร้อยละ 70 ทราบ ร้อยละ 30 ไม่ทราบ

ผู้สูงอายุ ผู้พิการมีภาวะกลั้นปัสสาวะ/อุจจาระไม่ได้ มีสิทธิรับผ้าอ้อมผู้ใหญ่/แผ่นรองซับ/แผ่นเสริมฯร้อยละ 70 ทราบ ร้อยละ 30 ไม่ทราบ

มีสิทธิรับบริการแพทย์แผนไทย เช่น ยาสมุนไพร นวด อบ ประคบสมุนไพรเพื่อการรักษา ร้อยละ 70 ทราบ ร้อยละ 30 ไม่ทราบ

มีสิทธิรักษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ร้อยละ 70 ทราบ ร้อยละ 30 ไม่ทราบ

ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการรับบริการสาธารณสุขโดยใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ประชาชนส่วนใหญ่รับทราบข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ สปสช. เรื่องสิทธิหลักประกันสุขภาพ (สิทธิบัตรทองหรือสิทธิ 30 บาท) จาก สายด่วน สปสช. 1330 ร้อยละ 20 เฟซบุ๊ก สปสช. ร้อยละ 20 ไลน์ สปสช. @nhso ร้อยละ 15 ข่าวจากสื่อโทรทัศน์ ร้อยละ 45

สำหรับข้อเสนอเพิ่มเติมในการปรับปรุงและพัฒนาหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินั้น ตัวอย่างมีความต้องการที่จะให้ปรับปรุงหรือพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยส่วนใหญ่ต้องการให้ปรับปรุงแก้ไขในเรื่องของสิทธิในการรักษา การดูแลผู้ป่วยควรมีความเท่าเทียมกันไม่ลำเอียง และไม่จำกัดสิทธิในการรักษา รองลงมาต้องการให้ปรับปรุงแก้ไขให้ประชาชนสามารถเลือกสถานพยาบาลที่สะดวกหรือใกล้ภูมิลำเนาของผู้ป่วยได้ และต้องการให้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีสิทธิเท่ากับประกันสังคม/สิทธิข้าราชการหรือสามารถที่จะใช้สิทธิร่วมกันได้ด้วย

ท้ายที่สุด ข้อเสนอแนะต่อการปรับปรุงหรือพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ตัวอย่างแสดงความคิดเห็นว่าควรพัฒนาสถานที่และระบบการให้บริการให้มีความสะดวกหรือรวดเร็วมากยิ่งขึ้น รวมถึงจิตสำนึกที่ดีของผู้ให้บริการ รองลงมา อยากให้พัฒนาประสิทธิภาพของยา, อุปกรณ์การแพทย์, บุคลากรทางการแพทย์ให้มีคุณภาพและเพียงพอต่อการรักษา และมีความคิดเห็นว่าควรจัดกิจกรรมหรือประชาสัมพันธ์หน่วยงาน สปสช.ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเพื่อให้เป็นที่รู้จัก ให้ความรู้ แจ้งข่าวสาร แก่บุคคลทั่วไปได้รับทราบอย่างทั่วถึง