กินเจ 2567 เริ่มแล้ววันนี้ แนะวิธี กินอย่างไรให้ได้บุญ สุขภาพดี

3.10.24 | 12:25 น.

กินเจ 2567 เริ่มแล้ววันนี้ แนะวิธี กินอย่างไรให้ได้บุญ สุขภาพดี

กินเจปีนี้

เทศกาลกินเจจะตรงกับเดือนตุลาคมของทุกปี ในปีนี้จะเริ่มในวันที่ 3-11 ตุลาคม นับเวลาทั้งหมด 9 วัน ซึ่งจุดเริ่มต้นการกินเจ มาจากประเทศจีน และได้รับความนิยมในประเทศไทยอย่างมาก จนมีการตั้งโรงเจในจุดต่างๆ ทั่วประเทศ

เตรียมตัวอย่างไรก่อนกินเจ

เทศกาลกินเจ ต้องมากับการล้างท้อง ซึ่งคือการงดทานเนื้อสัตว์ และงดผักที่มีกลิ่นฉุน การล้างท้องแบ่งเป็น 2 วันด้วยกัน คือ วันที่ 1 เพิ่มปริมาณของผักและผลไม้ให้มากขึ้น ลดอาหารจำพวกไข่ ปลา ให้น้อยลงเช่นกัน นอกจากนี้ต้องเริ่มปรับเมนูอาหาร หากเป็นผู้ที่กินเนื้อสัตว์เป็นประจำ อาจเริ่มจากการลดการกินสัตว์เนื้อแดง และหันไปกินปลา หรือไก่แทน

วันที่ 2 งดเนื้อสัตว์ และของต้องห้ามทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผักต้องห้าม เพื่อล้างของคาวออกจากร่างกายให้หมด

ข้อปฏิบัติสำหรับกินเจ

งดเว้นเนื้อสัตว์

Advertisement

งด นม เนย น้ำมันที่มาจากสัตว์

รักษาศีล 5

งดอาหารรสจัด

งดเครื่องเทศที่มีกลิ่นแรง และแอลกอฮอล์

เริ่มต้นกินเจอย่างไร

ควรเลือกบริโภคอาหารเจ เน้นผักเป็นหลัก โดยเลือกให้มีความหลากหลาย ให้พลังงานและสารอาหารที่เพียงพอ ได้แก่ ข้าวและธัญพืช ผักใบ ถั่วเมล็ดแห้ง ถั่วเปลือกแข็ง

ผักผลไม้ที่แนะนำ

ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงเพื่อช่วยดูดซึมธาตุเหล็ก เช่น ส้ม เบอรี่ มะเขือเทศ พริกหยวก รวมถึงผักที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ผักโขม คะน้า บร็อกโคลี ส่วนผลไม้หวานน้อย เช่น ชมพู่ ฝรั่ง แก้วมังกร

อาหารอื่นๆ

ดื่มนมถั่วเหลือง รับประทานโปรตีนเกษตร เต้าหู้ เห็ด ถั่ว ควินัว หรือธัญพืชอื่นๆ เพื่อทดแทนโปรตีนที่หายไปจากการงดรับประทานเนื้อสัตว์และนมวัว

แป้งที่แนะนำ

รับประทานแป้งในปริมาณที่พอดี โดยเลือกข้าวกล้องแทนข้าวขาว หรือรับประทานขนมปังโฮลวีต

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

เลี่ยงอาหารที่มีน้ำมันมาก ลดเมนูผัด ทอด เน้นไปที่เมนู ตุ๋น ต้ม อบ นึ่ง ยำ และอาหารรสจัด เช่น หวานจัด เค็มจัด ซึ่งจะส่งผลให้ไตทำงานหนัก จากปริมาณโซเดียมที่สูงเกินไป ควรแบ่งอาหารเป็นมื้อย่อยๆ หลายๆ มื้อ ไม่รับประทานทีเดียวมากจนเกินไป

ประโยชน์กินเจ

1.กินเจช่วยให้ระบบย่อยอาหารได้หยุดพักจากการทำงานหนักเป็นเวลานาน

อาหารเจส่วนใหญ่จะเน้นพืชและผักเป็นหลัก ผสมกับอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต และโปรตีนจากถั่วที่ย่อยได้ง่ายกว่าประเภทเนื้อสัตว์และไขมันมาก จึงทำให้ระบบย่อยอาหารได้หยุดพักจากการทำงานหนักๆ มาตลอดทั้งปี ทั้งกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ถุงน้ำดี ก็จะมีความแข็งแรงมากขึ้นด้วย

2.ล้างพิษให้กับร่างกายของเรา

ผัก ผลไม้ที่กินนอกจากจะย่อยง่ายแล้ว ยังเป็นกากใยชั้นเลิศที่ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายและการย่อยอาหารทำงานได้ดี เมื่อกินเข้าไปมากๆ ก็จะช่วยขับของเสียและสารพิษที่ตกค้างอยู่ในร่างกายออกมา ทั้งยังช่วยแก้ปัญหาท้องผูกที่เป็นปัญหาเรื้อรังสั่งสมมานานของใครหลายคนที่ชอบกินเนื้อ

3.ลดความเสี่ยงจากโรคร้าย

ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดและสมอง ไขมันอุดตันในเส้นเลือด ริดสีดวงทวาร โรคเกาต์ ฯลฯ ต้องชิดซ้าย ถ้าเรากินอาหารเจเป็นประจำ เพราะอาหารเจจำพวกผัก ผลไม้มีเส้นใยอาหารที่ช่วยป้องกันมะเร็ง ช่วยลดคอเลสเตอรอล ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ต่างจากอาหารจำพวกเนื้อแดงและไขมันที่เต็มไปด้วยไขมันที่ไม่ดีและคอเลสเตอรอลตัวร้ายที่คุกคามสุขภาพของเรา

4.ผิวพรรณดูเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวลขึ้น

ใครจะเชื่อว่าการกินเจก็ช่วยให้ผิวพรรณสดชื่นขึ้นได้ แต่นี่เป็นความจริงอย่างมิต้องคลางแคลงใจเลย เพราะวิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระในผัก ผลไม้ต่างๆ ยิ่งกินมากก็ยิ่งช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูเปล่งปลั่ง สดใส ไม่หย่อนคล้อยก่อนวัยอีกด้วย

5.ไม่เจ็บไม่ป่วยง่าย

เมื่อรับประทานอาหารเจเป็นประจำ จะทำให้เลือดได้รับการฟอกให้สะอาดขึ้นเรื่อยๆ มีผลให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายเสื่อมสลายช้าลง เราจะรู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงและมีสุขภาพดีขึ้น ไม่เจ็บไม่ป่วยง่ายๆ

ขอบคุณที่มา bangpakok3 ,thaihealth, คฑา ชินบัญชร