อธิบดี กกจ.เผยจ่อประสานนำศพ/อัฐิ 2 คนไทยในเกาหลีกลับบ้าน
กรณีสื่อท้องถิ่นของเกาหลีใต้รายงานว่า พบศพแรงงานไทย 2 คน เสียชีวิตอยู่ในเรือนปลูกผักที่ฟาร์มผักแห่งหนึ่งในเมืองพยองชาง จ.กังวอน ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยศพผู้เสียชีวิต เป็น ชายอายุ 60 ปี และอีกรายเป็นผู้หญิงอายุ 50 ปี ซึ่งตำรวจเชื่อว่าเป็นการเข้าไปทำงานอย่างผิดกฎหมาย และคาดว่าสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากการสูดก๊าซพิษคาร์บอนมอนอกไซด์ จากการจุดไฟเตาเพื่อให้ความอบอุ่นร่างกายเพื่อต่อสู้กับความหนาวเย็น
วันนี้ (7 ตุลาคม 2567) นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า ทาง กกจ.ได้รับทราบรายชื่อของผู้เสียชีวิตทั้ง 2 คน คือ นายทวี (สงวนนามสกุล) และ นางสุทธิพร (สงวนนามสกุล) โดยเบื้องต้นทาง กกจ.ได้ตรวจสอบกับระบบการไปทำงานในต่างประเทศของ กกจ.แล้ว ไม่ปรากฏชื่อของทั้งสองคน สันนิษฐานว่าเป็นการลักลอบเดินทางไปทำงานเกาหลีใต้อย่างผิดกฎหมาย
“ขณะนี้ได้มีการช่วยเหลือเบื้องต้น โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีความเป็นห่วงในเรื่องนี้ จึงมอบหมายให้ทาง กกจ. ดำเนินการประสานงานร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงโซล เพื่อจะนำศพหรืออัฐิของผู้เสียชีวิตทั้งสองรายกลับมายังประเทศไทย” นายสมชาย กล่าว
อธิบดี กกจ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับแรงงานที่ไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกกฎหมาย จะแตกต่างกับการลักลอบไป (ผีน้อย) อย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ หากไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกกฎหมาย จะได้รับความคุ้มครองในด้านกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ ที่จะดูแลสิทธิประโยชน์ของผู้ใช้แรงงาน อย่างกรณีหากเสียชีวิตในต่างประเทศ จะได้รับเงินค่าใช้จ่ายในการจัดการศพ แต่หากเป็นผู้ใช้แรงงานที่เดินทางไปทำงานในต่างประเทศอย่างผิดกฎหมาย จะไม่ได้รับการดูแลหรือสิทธิประโยชน์ใดๆ เป็นลักษณะที่สถานทูตฯ ต้องประสานนำอัฐิกลับมาดังกรณีข้างต้น จึงจะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างอย่างชัดเจน
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีมาตรการป้องกันผู้ใช้แรงงานลักลอบไปทำงานในต่างประเทศอย่างไร ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีแรงงานเถื่อนจำนวนมาก นายสมชาย กล่าวว่า เกาหลีใต้และประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่แรงงานไทยต้องการไปทำงานเป็นอย่างมาก เนื่องจากได้ผลตอบแทนในอัตราสูง
“สำหรับการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนที่สุดคือ กระทรวงแรงงานจะต้องทำหน้าที่ขยายตลาดแรงงาน พยายามหาตำแหน่งงานของทั้ง 2 ประเทศนี้ให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้ใช้แรงงานชาวไทยที่อยากไปทำงาน แต่เมื่อขณะนี้ตำแหน่งงานยังไม่เพียงพอ จึงมีมาตรการเฉพาะหน้าคือ การเฝ้าระวังไม่ให้มีแรงงานลักลอบออกนอกประเทศโดยผิดกฎหมาย โดยมีด่านตรวจคนหางานอยู่ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง ในการตรวจสอบแรงงานที่จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศ รวมถึงยังมีการประสานงานในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งด่านตรวจคนเข้าเมืองประเทศเกาหลีใต้ เพื่อสกัดกั้นและตรวจสอบร่วมกัน เนื่องจากได้มีการลงนามความร่วมมือกับทางการเกาหลีใต้ ในการจัดส่งเจ้าหน้าที่ของเกาหลีใต้มาควบคุมและสอดส่องผู้ที่เดินทางจากไทยไปเกาหลี ขณะนี้ก็ได้ดำเนินการความร่วมมือเหล่านี้อยู่” นายสมชาย กล่าว

