กรมควบคุมโรค เตือนเฝ้าระวังโรคช่วงปลายฝน “โรคฉี่หนู-ไข้ดิน” ชี้พบมากในกลุ่มอาชีพเกษตรกร

8.10.24 | 16:56 น.

กรมควบคุมโรค เตือนเฝ้าระวังโรคช่วงปลายฝน “โรคฉี่หนู-ไข้ดิน” ชี้พบมากในกลุ่มอาชีพเกษตรกร

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค แถลงข่าวในหัวข้อ “รู้เท่าทันโรค และภัยสุขภาพ พร้อมรับมือช่วงปลายฝน” พร้อมแนะนำวิธีรับมือโรคและภัยสุขภาพในช่วงอากาศเริ่มเปลี่ยนแปลงนี้ ว่า สถานการณ์โควิด-19 แนวโน้มผู้ป่วยลดลง ตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม – 5 ตุลาคม 2567 มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 39,433 ราย เสียชีวิต 211 ราย โดยระหว่างวันที่ 29 กันยายน – 5 ตุลาคม 2567 พบผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 281 ราย เสียชีวิต 4 ราย ผู้เสียชีวิตเป็นผู้สูงอายุ และมีโรคประจำตัว ขณะที่ โรคไข้หวัดใหญ่ แนวโน้มผู้ป่วยลดลง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 21 กันยายน 2567 พบผู้ป่วย 532,990 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเด็กเล็กและวัยเรียน พบผู้เสียชีวิต 39 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง และสูงอายุ 65 ปีขึ้น ส่วนโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 1 ตุลาคม 2567 มีรายงานผู้ป่วยปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสอาร์เอสวี 5,012 ราย คิดเป็น 1.78% ของผู้ป่วยปอดอักเสบทั้งหมด

นพ.วีรวัฒน์ กล่าวว่า สำหรับในช่วงปลายฝน ถึงแม้สถานการณ์ผู้ป่วยลดลง แต่เมื่อจะเข้าสู่ฤดูหนาวที่แนวโน้มการระบาดของโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจมักเพิ่มขึ้น ขอเน้นย้ำให้ประชาชน ยังคงตระหนักในการป้องกันการแพร่ระบาด ของทั้ง 3 โรคดังกล่าว โดยดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด ดังนี้ 1.ล้างมือบ่อยๆ 2.เลี่ยงการนำมือมาสัมผัสจมูก ปาก ตา 3.สวมหน้ากากอนามัย 4.ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น 5.หมั่นเช็ดถูทำความสะอาดของเล่นเด็กเป็นประจำ โดยเฉพาะหลังพบเด็กป่วย และ 6.เลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ

นพ.วีรวัฒน์ กล่าวว่า โรคไข้เลือดออก ยังคงพบผู้ป่วยต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 2 ตุลาคม 2567 พบผู้ป่วย 84,434 ราย พบมากสุดในกลุ่มเด็กนักเรียน มีผู้เสียชีวิต 84 ราย เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ และมีโรคประจำตัว ยังคงขอเน้นย้ำมาตรการสำรวจและทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย พร้อมกับเน้นเรื่องการสื่อสารให้งดจ่ายยากลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) แก่ผู้ป่วยที่สงสัย เป็นโรคไข้เลือดออก ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายเลือดออกในทางเดินอาหาร และขอแนะนำให้ประชาชนทายากันยุง เพื่อป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงกัด รวมถึงผู้ป่วยไข้เลือดออกให้ทายากันยุงด้วยเช่นกัน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไข้เลือดออกสู่บุคคลในครอบครัวและชุมชนนพ.วีรวัฒน์ กล่าวว่า สำหรับโรคและภัยสุขภาพที่ยังคงต้องติดตามใกล้ชิดในช่วงอุทกภัยนี้ ได้แก่ 1.ไข้ฉี่หนู เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน สัตว์รังโรคที่สำคัญ ได้แก่ หนู หมู วัว ควาย แพะ แกะ สุนัข ตั้งแต่ต้นปีพบผู้ป่วยแล้ว 2,926 ราย กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด คือ 55-64 ปี และ 45-54 ปี เสียชีวิต 29 ราย อายุเฉลี่ย 49 ปี ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ร้อยละ 66 ของผู้เสียชีวิต มักเกิดจากการไปพบแพทย์ช้าหรือซื้อยามารับประทานเองก่อน 2.โรคเมลิออยด์ หรือ ไข้ดิน พบได้ในแหล่งดินและน้ำตามธรรมชาติทั่วประเทศ ตั้งแต่ 1 มกราคม – กันยายน 2567 พบผู้ป่วย 2,881 ราย อัตราป่วย 4.44 ต่อแสนประชากร ผู้เสียชีวิต 90 ราย อัตราตาย 0.14 ต่อแสนประชากร ร้อยละ 76.7 มีประวัติเสี่ยงสัมผัสดินและน้ำ เช่น ทำนา ทำสวน ปลูกผัก ลุยน้ำ ชึ่งเชื้อสามารถเข้าได้ทางผิวหนัง โดยการสัมผัสดินและน้ำเป็นเวลานาน การกิน หรือดื่มน้ำไม่สะอาด และการหายใจเอาละอองฝุ่นดินเข้าไป

“ทั้ง 2 โรคดังกล่าว มีวิธีป้องกันที่ควรปฏิบัติ ดังนี้ 1.หลีกเลี่ยงการแช่น้ำเป็นเวลานานหรือเดินลุยน้ำย่ำโคลนด้วยเท้าเปล่า และเมื่อขึ้นจากน้ำให้รีบทำความสะอาดทันที 2.น้ำดื่มควรมาจากแหล่งที่ได้มาตรฐาน 3.รับประทานอาหารที่สะอาดปรุงสุกใหม่ 4.ทำความสะอาดที่พัก ทิ้งเศษอาหารในถุงและมัดถุงให้แน่น ไม่ให้เป็นแหล่งเชื้อโรค 5.หากมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ และอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 วัน ให้รีบไปพบแพทย์และแจ้งประวัติเสี่ยง” นพ.วีรวัฒน์ กล่าวนพ.วีรวัฒน์ กล่าวต่อว่า สถานการณ์โรคระบาดในต่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่ โรคไข้หวัดนก ยังพบมีรายงานเป็นระยะ โดยเฉพาะสายพันธุ์ H5N1 ซึ่งติดต่อจากสัตว์สู่คน และยังยากในการติดต่อจากคนสู่คนได้ ข้อมูลวันที่ 27 กันยายน 2567 ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อ สหรัฐอเมริกา (CDC) รายงานพบผู้ป่วยไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ทั้งสิ้น 14 ราย จากการสัมผัสโคนม และสัตว์ปีก ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร และองค์การอนามัยโลก ได้รายงานพบผู้ป่วยสายพันธุ์ H5N1 ที่ประเทศกัมพูชา สะสมทั้งหมด 7 ราย ล่าสุดเป็นเด็กหญิง อายุ 15 ปี และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2567 ปัจจุบัน ยังไม่มีรายงานผู้ป่วยยืนยันรายใหม่ในประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวังสถานการณ์โรคไข้หวัดนกทั้งในคน สัตว์ และสัตว์ป่า มีการประเมินความเสี่ยงภายใต้ความร่วมมือระหว่างกรมควบคุมโรค กรมปศุสัตว์ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตามแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health)

Advertisement

นพ.วีรวัฒน์ กล่าวว่า โรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก ข้อมูลวันที่ 3 ตุลาคม 2567 กระทรวงสาธารณสุขของสาธารณรัฐรวันดา ได้รายงานพบผู้ป่วย 38 ราย เสียชีวิต 11 ราย อัตราป่วยตาย ร้อยละ 28.9 ผู้สัมผัส 300 ราย อยู่ระหว่างติดตาม โรคมาร์บวร์กเป็นโรคที่ติดต่อจากการสัมผัสกับสัตว์ หรือคนที่ติดเชื้อ ระยะฟักตัวตั้งแต่ 2-21 วัน ผู้ติดเชื้อจะมีอาการ ไข้สูงเฉียบพลัน อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ เจ็บคอ คลื่นไส้อาเจียน ถ่ายเหลว และมีผื่นนูน ผู้ป่วยอาการรุนแรงอาจพบภาวะเลือดออกตามผิวหนังและอวัยวะต่างๆ เช่น เลือดออกในทางเดินอาหาร ส่งผลให้เกิดภาวะช็อก และเสียชีวิตในช่วง 8-9 วันหลังเริ่มมีอาการ ขณะนี้ยังไม่มียารักษาและไม่มีวัคซีนป้องกันโรค ทำได้เพียงการรักษาแบบประคับประคอง ขณะนี้ยังไม่มีการประกาศห้ามการเดินทาง แต่เน้นมาตรการคัดกรองผู้เดินทางจากประเทศเสี่ยง หากผู้เดินทางกลับมาจากพื้นที่เสี่ยง และมีอาการสงสัย แนะนำให้ไปพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง