‘พิพัฒน์’ เร่งตรวจสอบประวัติทำงานคนไทยดับ 1 ช็อก 1 ในอิสราเอล เผยเป็นอุบัติเหตุจากระเบิดตกค้าง

12.10.24 | 17:48 น.

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงกรณีการเสียชีวิตของแรงงานไทยที่ไปทำงานในประเทศอิสราเอลเสียชีวิต 1 ราย และมี 1 รายที่ช็อกหมดสติจากเหตุระเบิดในพื้นที่สู้รบ (สีแดง) ว่า ขณะนี้ทางกระทรวงแรงงาน โดยนายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน และนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กำลังเร่งตรวจสอบข้อมูลให้ได้ข้อเท็จจริงที่แน่นอน ซึ่งปัจจุบันก็มีข้อเท็จจริงหลายอย่าง บางกระแสบอกว่าเป็นพื้นที่ปิด ไม่สามารถเข้าไปทำงานได้ แต่ทำไมแรงงานไทยถึงเข้าไปพื้นที่นั้นได้

“โดยจากการตรวจสอบสาเหตุพบว่า แรงงานคนดังกล่าวไม่ได้เสียชีวิตจากการยิงจรวดเข้ามา แต่เป็นอุบัติเหตุจากระเบิดที่ตกค้าง เกิดการปะทุขึ้นมา ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดจะรายงานทุกอย่างให้ทราบตามขั้นตอนต่อไป” นายพิพัฒน์กล่าว

นายพิพัฒน์กล่าวต่อว่า ต้องดูว่าเราสามารถช่วยเหลืออย่างไรได้บ้าง และที่สำคัญคือ การไปทำงานในอิสราเอลของผู้ใช้แรงงานทั้ง 2 คนได้ผ่านการตรวจสอบโดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานหรือไม่ หรือเดินทางไปเอง จึงต้องขอตรวจสอบตรงนี้ก่อน

โดยทางกระทรวงแรงงานขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์สูญเสียผู้ใช้แรงงานไทยในครั้งนี้ เมื่อใดที่เราสามารถตรวจสอบประวัติ หรือครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้มีอาการช็อกได้ ก็จะให้ 5 เสือแรงงานในจังหวัดนั้นๆ ลงไปพบครอบครัว ทางกระทรวงแรงงานพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

“ตอนนี้ได้มีการกำชับไปที่ฝ่ายแรงงานประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ว่าให้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบแรงงานไทยในอิสาราเอล แต่ต้องขออนุญาตรัฐบาลประเทศอิสราเอลก่อนว่า การที่เราจะเข้าไปยังพื้นที่มีความปลอดภัยหรือไม่ หากไม่มีความปลอดภัย ต้องขอให้ฝ่ายทหารของรัฐบาลอิสราเอลช่วยแจ้งให้ทางเราทราบว่า เหตุการณ์ที่แท้จริงคือเรื่องอะไรกันแน่ จึงต้องขอให้ได้มีการลงพื้นที่และคาดว่าจะแจ้งผลกลับมาภายใน 1-2 วันนี้“ นายพิพัฒน์กล่าว

Advertisement

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แรงงานไทยอายุ 27 ปี ที่เสียชีวิตเป็นชาวบุรีรัมย์ เสียชีวิตจากการขับรถไถไปเหยียบโดนระเบิดตกค้าง ทำให้เกิดระเบิดขึ้นจนเสียชีวิต ก่อนหน้านี้เคยเดินทางไปทำงานผ่านกระทรวงแรงงานอย่างถูกต้อง และได้อพยพกลับไทยเมื่อปี 2566 แต่มีการกลับไปอีกครั้งในปีนี้หลังเหตุการณ์คลี่คลาย แต่เป็นการเดินทางกลับไปทำงานด้วยตัวเอง โดยไม่ผ่านกระทรวงแรงงานและไม่ทราบประวัติในการไปทำงานที่ชัดเจน โดยแรงงานกลุ่มนี้จะยอมทำงานในพื้นที่เสี่ยงภัยตามแต่นายจ้างจะส่งไป โดยจะได้ค่าแรงสูงกว่าแรงงานในพื้นที่อื่นๆ