ปลัดฯแรงงานเผยแนวคิดค่าดูแลบุตร 3พัน/เดือน อยู่ระหว่างศึกษา
เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงเรื่องการเพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรให้ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานที่ต้องการส่งเสริมการมีบุตร เพื่อให้มีกำลังแรงงานทดแทนวัยแรงงานที่จะเป็นผู้สูงอายุในอนาคต ว่า ในเบื้องต้นคณะกรรมการ (บอร์ด) ประกันสังคมได้ปรับเพิ่มให้แล้วเป็น 1,000 บาทต่อเดือน โดยตั้งเป้าให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ให้ปรับอัตราเหมาจ่ายเงินสงเคราะห์บุตรเป็นอัตรา 1,000 บาทต่อเดือนต่อบุตร 1 คน สำหรับบุตรที่มีอายุไม่เกิน 6 ปี และได้รับสิทธิคราวละไม่เกิน 3 คน
“ขณะนี้รอประกาศเป็นกฎหมายให้มีผลบังคับใช้ โดยจะเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 ส่วนที่จะเพิ่มเป็น 3,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 7 ปี นั้น กำลังมอบหมายให้คณะอนุกรรมการพัฒนาสิทธิประโยชน์ศึกษาข้อมูล และขอดูผลจากการเพิ่มค่าเลี้ยงดูบุตร 1,000 บาทต่อเดือนก่อน” นายบุญสงค์กล่าว และว่า ส่วนเรื่องที่ต้องหางบประมาณเพิ่มเติมอีกก้อน หรือติดปัญหาเรื่องงบหรือไม่อย่างไร ส่วนนี้ยังคาดการณ์ไม่ได้ เนื่องจากต้องให้ทางฝ่ายวิจัยคณิตศาสตร์ประกันภัยคำนวณออกมาว่า จะมีผลกระทบต่องบประมาณหรือไม่ แต่ก็จะพยายามหางบประมาณมาณมาสนับสนุนเพื่อที่จะให้เกิดนโยบายนี้ให้ได้ คิดว่าเป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์อย่างมหาศาลสำหรับการเป็นแรงจูงใจให้ผู้ใช้แรงงานที่อยู่นอกระบบหรือไม่ได้อยู่ในระบบเข้าสู่ระบบประกันสังคมเป็นอย่างมาก ซึ่งทางประกันสังคมจะรับแนวทางนี้และดำเนินการต่อไป
ปลัดกระทรวงแรงงานกล่าวอีกว่า การเพิ่มค่าเลี้ยงดูบุตรให้ผู้ประกันตนเป็นเพียงเบื้องต้น ยังมีมาตรการส่งเสริมการมีบุตรของผู้ประกันตนเพิ่มเติม เช่น เพิ่มค่าคลอดไม่เกิน 15,000 บาท และในส่วนของผู้ประกันตนมาตรา 40 หรือกลุ่มอาชีพอิสระ ก็มีมติเพิ่มค่าคลอดแล้วเช่นกัน วงเงิน 3,000 บาท 3 เดือน
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีแนวคิดส่งเด็กไปอยู่กับปู่ ย่า ตา ยาย หรือเลี้ยงดูที่ต่างจังหวัด นายบุญสงค์กล่าวว่า เป็นเพียงความคิดนอกกรอบ อย่างไรก็ตาม หากมีการปรับเพิ่มจริง ผู้ประกันตนมาตรา 33 ก็ต้องได้เหมือนกันทั้งประเทศ ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงดูที่ไหน
ด้านนางมารศรี ใจรังษี รักษาการเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวคิดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและปลัดกระทรวงแรงงาน จึงต้องมอบให้คณะอนุกรรมการพัฒนาสิทธิประโยชน์ดูเรื่องสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่จะทำให้นโยบายนี้เกิดขึ้นได้ และก็จะพิจารณาศึกษาด้านงบประมาณต่อไป

