‘บุญสงค์’ สั่ง สปส.ศึกษาใน 90 วัน เคส รพ.เอกชนยันการันตีค่าแอดมิต1.2หมื่น
เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพิจารณาปรับเพิ่มค่ารักษาพยาบาลในกลุ่มโรคดีอาร์จีของผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ซึ่งสมาคมโรงพยาบาลเอกชนเรียกร้องให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ทบทวนการเบิกจายให้กับโรงพยาบาล (รพ.) เอกชนที่เป็นคู่สัญญากับ สปส.ว่า เรื่องนี้ ได้มอบหมายให้คณะกรรมการ (บอร์ด) ประกันสังคม พิจารณา โดยมีข้อสังเกตของ รพ.เอกชนมาก แต่ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นไปตามนั้น เพื่อประโยชน์ในการจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ที่เป็นธรรม เท่าเทียม ทั้ง รพ.รัฐ และ รพ.เอกชน จึงตั้งอนุกรรมการเฉพาะกิจมาพิจารณาเรื่องนี้ภายใน 90 วัน ว่าอัตราที่จ่ายอยู่ในปัจจุบันนั้นเพียงพอ เป็นธรรม เหมาะสมหรือไม่

ปลัดกระทรวงแรงงานกล่าวว่า สำหรับกรณีที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ระบุว่า การันตีค่าดีอาร์จีที่ 12,000 บาท ตลอดทั้งปี ในขณะที่ สมาคมโรงพยาบาลเอกชนขอ 15,000 บาท นั้น ที่ผ่านมา บอร์ดประกันสังคม และคณะกรรมการการแพทย์ ได้การันตี 12,000 บาททั้งปีอยู่แล้ว แต่ในช่วงโรคโควิด-19 ปรากฏว่า มีการเบิกจ่ายค่อนข้างมาก ทำให้เงินกองทุนดังกล่าวลดลง ช่วงปลายปี 2566 เดือน ตุลาคม-ธันวาคม จึงลดเหลืออยู่ 7,000 บาท ต่อ 1 ดีอาร์จี
“ที่เรียกร้อง 15,000 บาท นั้น ก็ต้องดูที่ความเหมาะสม อยู่ที่คณะอนุกรรมการจะพิจารณาอย่างไร แล้วเสนอมาที่คณะกรรมการการแพทย์ สปส.ว่า เป็นธรรม เหมาะสม หรือไม่ ทั้งในส่วนของ รพ.รัฐ และ รพ.เอกชน” นายบุญสงค์ กล่าว
ด้าน นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่า สมาคมฯ เคยทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อขอชี้แจงและช่วยเหลือปัญหานี้ไปแล้วเมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 ซึ่งข้อเสนอหลักๆ เพื่อประกอบการพิจารณาของอนุกรรมการฯ เฉพาะกิจ คือ ขอให้มีการการันตีหรือประกันการจ่ายค่าบริการผู้ป่วยในขั้นต่ำที่ 12,000 บาทต่อหน่วย หรือ AdjRW (ค่าน้ำหนักสัมพัทธ์กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมด้วยเกณฑ์วันนอน) โดยมีเพดานที่ 15,000 บาทต่อหน่วย
“การการันตีการจ่ายเงินผู้ป่วยในจะช่วยให้ รพ.เอกชน มั่นใจว่า จะไม่ถูกลดเงินลงอีกเหมือนปี 2566 ที่ถูกลดงบผู้ป่วยในค่ารักษาเหลือเพียง 7,200 บาทต่อหน่วย หากไม่มีการประกันการจ่ายขั้นต่ำก็มีความเสี่ยงถูกปรับได้เรื่อยๆ ที่สำคัญควรมีการตั้งงบประมาณที่สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไป เช่น อัตราเงินเฟ้อ ไม่ใช่มีเงินเท่าไหร่ก็จ่ายเท่านั้น และการที่ รพ.เอกชน ลงนามกว่า 70 แห่ง ไม่ได้เป็นการขู่ แต่เพื่อขอความชัดเจนประกอบการพิจารณาว่า ประกันสังคมจะมีการการันตีการจ่ายขั้นต่ำค่าบริการผู้ป่วยใน 12,000 บาทต่อหน่วย ซึ่ง รพ. ต้องการนำข้อมูลมาเพื่อประกอบการพิจารณาว่า จะลงนามเป็นคู่สัญญากับประกันสังคมต่อหรือไม่ ไม่ใช่เป็นการขู่แต่อย่างใด” นพ.ไพบูลย์กล่าว
นพ.ไพบูลย์กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน รพ.เอกชนมีประมาณ 400 แห่ง เป็นคู่สัญญาของประกันสังคม 93 แห่ง ซึ่งมองว่า สามารถที่จะควบคุมต้นทุนได้ ทำให้ตกลงเป็นคู่สัญญา และให้บริการผู้ประกันตนมาตลอด
“พวกเราไม่ได้อยากถอนตัว เพราะอยู่ด้วยกันมานาน แต่หากคุมต้นทุนต่อไปไม่ได้แล้ว ก็ทำให้ต้องกลับมาคิดพิจารณาอีกครั้ง ดังนั้น คณะอนุกรรมการฯ เฉพาะกิจ ที่แต่งตั้งขึ้นควรพิจารณาเรื่องนี้เป็นสำคัญ และ สปส.ควรมีการพิจารณาปรับอัตราค่าเหมาจ่ายรายหัวในทุกหมวดให้สอดคล้องกับค่าเงินเฟ้อของประเทศ” นพ.ไพบูลย์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีการเสนอทางเลือกให้โอนกลุ่มไม่เปราะบางจากสิทธิบัตรทอง 30 บาท มาอยู่ประกันสังคม นพ.ไพบูลย์กล่าวว่า เรื่องระบบสาธารณสุข หากสามารถตั้งงบประมาณสอดคล้องกับความเป็นจริงก็จะเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ในต่างประเทศ ทุกคนที่มีรายได้จะต้องจ่ายเงินในเรื่องการรับบริการรักษา เพียงแต่ประเทศไทยไม่เหมือนกัน
“หากจะถามว่า ต้องแก้ไขอย่างไรในเรื่องงบประมาณด้านสุขภาพ ตรงนี้ รพ.คงพูดอะไรมากไม่ได้ เพราะอยู่ในฐานะผู้ให้บริการ (Provider) ต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ส่วนข้อเสนอให้รวมระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐ 3 กองทุน เป็นกองทุนเดียว คงไม่ถึงขั้นนั้น ที่สำคัญ ที่มาของ 3 กองทุนก็แตกต่าง สวัสดิการก็แตกต่าง อย่างบัตรทอง ก็จะเป็นงบของภาครัฐ สิทธิสวัสดิการข้าราชการก็จะมีสิทธิที่แตกต่างกันไปอีก ขณะที่ประกันสังคม มีการจ่ายสมทบ” นพ.ไพบูลย์กล่าว

