กรมสวัสดิการฯแรงงานจับตา 16 บริษัทรับเหมาช่วง จ่อเชิญนายจ้างลูกจ้างหารือ-ยื่นคำร้อง

16.10.24 | 16:10 น.

กรมสวัสดิการฯแรงงานจับตา 16 บริษัทรับเหมาช่วง จ่อเชิญนายจ้างลูกจ้างหารือ-ยื่นคำร้อง

จากกรณีผู้บริหาร 16 บริษัทรับเหมาช่วงต่อจากการก่อสร้างโครงการพลังงานสะอาด และแรงงานกว่า 2,000 คน รวมตัวยื่นหนังสือต่อผู้บริหารของผู้รับเหมาต่างชาติ ให้เร่งจ่ายเงินค่าแรงที่ค้างนาน 6 เดือน รวมเป็นเงินหลายพันล้านบาท ซึ่งทำให้คนงานในไซต์งานไม่ได้รับเงินค่าจ้างและเงินชดเชยมากถึง 20,000 คน กระทบถึงคนในครอบครัวกว่า 60,000 คน โดยหากบริษัทผู้รับเหมาช่วงต่อไม่มีทางออก อาจถึงขั้นต้องเลิกจ้างคนงาน นั้น

ล่าสุดวันนี้ (16 ตุลาคม 2567) น.ส.กาญจนา พูลแก้ว รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กรณีลักษณะนี้เคยเกิดเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นผู้รับเหมาค่าแรงที่ค้างจ่ายเงินให้แก่บริษัทผู้รับเหมารายอื่นที่จ้างมาทำงานอีกที ซึ่งทาง กสร.ได้ดำเนินการทางข้อกฎหมายเรียบร้อยแล้ว คือ ออกคำสั่งให้บริษัทรับเหมาดำเนินการจ่ายเงิน

น.ส.กาญจนา กล่าวว่า ส่วนที่เป็นข่าวในขณะนี้ เป็นกรณีบริษัทรับเหมาช่วงงาน ซึ่งแตกต่างกับเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่ทาง กสร.และกระทรวงแรงงานก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เบื้องต้น สิ่งที่ทาง กสร.ทำได้คือ กรณีระหว่างนายจ้าง (บริษัทรับเหมาช่วง) และลูกจ้าง (คนงานในไซต์งาน) โดยตรง ทาง กสร.สามารถออกคำสั่งให้จ่ายค่าแรงให้ลูกจ้างได้ หากไม่ปฏิบัติตาม ก็จะถูกดำเนินตามกฎหมายอาญา และสามารถให้ลูกจ้างมายื่นคำร้องได้

Advertisement

“แต่จากข่าวดังกล่าว กรณีนี้เป็นการเรียกร้องระหว่างบริษัทรับเหมาช่วงงานกับบริษัทรับเหมาหลักจากต่างประเทศที่เป็นเจ้าของโครงการ ตรงนี้ ทาง กสร.ไม่มีอำนาจที่จะเข้าไปดำเนินการได้ ซึ่งอาจจะต้องใช้แรงกดดันทางสังคม แต่ส่วนที่เราทำได้ก็จะดำเนินการอย่างเร่งรัด” น.ส.กาญจนา กล่าว

รองอธิบดี กสร.กล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ จนถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2567 มีจำนวนลูกจ้างในกลุ่มบริษัทที่เป็นผู้รับเหมาช่วงงานกว่า 900 ราย ได้ยื่นคำร้องต่อสำนักงานสวัสดิการแรงงานจังหวัด และได้ดำเนินการออกคำสั่งให้ลูกจ้างได้รับเงินไปแล้วประมาณ 8 ล้านบาท และอีกส่วนหนึ่งที่ออกคำสั่ง แต่ยังไม่ครบระยะเวลาเหลืออีกประมาณ 33 ล้านบาท ซึ่งต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงของทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างต่อไป เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด โดยเป็นกระบวนการที่ กสร. ดำเนินการมาตลอด

ผู้สื่อข่าวถามถึงการช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานอย่างเร่งด่วน น.ส.กาญจนา กล่าวว่า อาจจะเป็นการเชิญฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างมาเจรจา ว่ามีส่วนไหนที่สามารถบรรเทาความเดือดร้อนต่อตัวลูกจ้างได้บ้าง ประกอบกับทางกระทรวงแรงงานมีหน่วยงานในสังกัด กสร. กระจายทุกจังหวัด จะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ที่ร่วมดำเนินการเรื่องนี้อยู่ เช่น กรมการจัดหางาน (กกจ.) หากมีเหตุตกงาน, กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) ที่จะดูแลทักษะของแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ดูแลเรื่องสิทธิประโยชน์ของผู้ใช้แรงงาน เพื่อดูว่ามีเรื่องไหนที่สามารถดำเนินการในส่วนที่เป็นนายจ้างและลูกจ้างโดยตรงได้บ้าง

เมื่อถามว่า หากมีเหตุการณ์แบบนี้อีก จะมีแนวทางการดำเนินงานต่อไปอย่างไร น.ส.กาญจนา กล่าวว่า กสร. มีการติดตามสถานประกอบกิจการเชิงรุก เพื่อประเมินสถานประกอบการแห่งไหนที่จะมีแนวโน้มหยุดกิจการ ดูเรื่องการส่งออกหรือจำนวนการสั่งซื้อสินค้าลดน้อยลง ตลอดจนหากมีคำร้องในกิจการประเภทนี้ก็จะดำเนินการเชิงรุกคือ เข้าไปตรวจสอบ หรือหากมีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นอีก แต่ไม่ได้ปรากฎเป็นข่าว ทางฝ่ายลูกจ้างก็สามารถยื่นคำร้องเข้ามาที่ กสร.ได้ และทาง กสร.จะดำเนินการสอบข้อเท็จจริงต่อไป