ประกันสังคมหนุนมีบุตร เร่งดันเงินสงเคราะห์ 3 พัน นาน 7 ปี

19.10.24 | 11:47 น.

ประกันสังคมหนุนมีบุตร เร่งดันเงินสงเคราะห์เพิ่มเป็น 3 พันบาท นาน 7 ปี

ตามที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีแนวคิดการเพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงานตามมาตรา 33 และมาตรา 39 ที่เป็นคนไทย หากที่มีบุตรเพิ่มขึ้น และไปเลี้ยงดูในชนบท หรือในต่างจังหวัด กองทุนประกันสังคมจะขับเคลื่อนเงินสงเคราะห์บุตรจากเดือนละ 1,000 บาท เป็นเดือนละ 3,000 บาท ระยะเวลา 7 ปีนั้น

ล่าสุดวันนี้ (19 ตุลาคม 2567) นางมารศรี ใจรังษี รักษาราชการแทนเลขาธิการ สปส. กล่าวว่า นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่ต้องการให้ผู้ใช้แรงงานตามมาตรา 33 มีบุตรเพิ่มนั้น เนื่องจากประเทศไทยในปัจจุบันมีอัตราการเกิดที่ลดลงมาก เพราะผู้ใช้แรงงานปัจจุบันนี้มีความกังวลว่าเมื่อคลอดบุตรออกมาแล้วจะมีภาระการเลี้ยงดูบุตร เป็นภาระที่ยิ่งใหญ่มาก โดยเฉพาะในสังคมเมือง เพราะการที่จะต้องส่งลูกหรือส่งบุตรหลานเข้าโรงเรียนหรือเข้าสถานศึกษามีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง

นางมารศรี กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ฝากให้ สปส.พิจารณานำเสนอปลัดกระทรวงแรงงาน นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ในฐานะประธานบอร์ดประกันสังคม เพื่อนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมบอร์ดประกันสังคมต่อไป

“ขณะนี้ ส่วนที่ผ่านบอร์ดประกันสังคมแล้วคือ การปรับเพิ่มเงินสงเคราะห์บุตร สิทธิผู้ประกันตนมาตรา 33, มาตรา 39 ที่มีบุตรช่วงอายุ 0 – 6 ปี ซึ่งจากเดิม 800 บาทต่อเดือน เพิ่มเป็น 1,000 บาทต่อเดือน ขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอร่างกฎหมายตามขั้นตอนทางกฎหมาย คาดเตรียมประกาศใช้ในช่วงเดือนมกราคม 2568 ซึ่งจะมีบุตรของผู้ประกันตนที่เข้าเกณฑ์ประมาณ 1.2 ล้านคน เป็นบุตรแรงงานไทย ร้อยละ 98 และบุตรแรงงานข้ามชาติประมาณร้อยละ 2” นางมารศรี กล่าว

Advertisement

รักษาการเลขาธิการ สปส. กล่าวว่า เงินสงเคราะห์บุตร เป็นเงินที่ประกันสังคม ช่วยเหลือค่าครองชีพพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่เป็นผู้ประกันตน และจะทำการโอนเงินเข้าบัญชีผ่านระบบพร้อมเพย์ทุกๆ สิ้นเดือน แต่หากตรงกับวันหยุด หรือวันเสาร์-อาทิตย์ จะทำการโอนให้ล่วงหน้าก่อนไม่เกินเที่ยงคืน ทั้งนี้ สปส.เร่งดำเนินการศึกษารายละเอียดตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย และนำเสนอคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องพิจารณาก่อนนำเสนอบอร์ดประกันสังคม เพื่อส่งเสริมการมีบุตร และสร้างเสริมการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรของประชาชนและภาคแรงงานให้สามารถเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และเป็นกำลังสำคัญในการร่วมกันพัฒนาประเทศต่อไป