สช.ถกภาคีเครือข่าย หาทางรับมือภาวะเศรษฐกิจไทยยุคสังคมสูงวัย

22.10.24 | 16:47 น.

สช.ถกภาคีเครือข่าย หาทางรับมือภาวะเศรษฐกิจไทยยุคสังคมสูงวัย

วันนี้ (22 ตุลาคม 2567) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับ มูลนิธิสานพลังเพื่อแผ่นดิน (มสผ.) และ 10 องค์กร ได้แก่ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์, กระทรวงมหาดไทย (มท.), กระทรวงสาธารณสุข (สธ.), กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.), กรมกิจการผู้สูงอายุ, กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.), สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ร่วมจัดเวที “สานพลังไทย รับมือสูงวัย ไปด้วยกัน” (Smart Aging Society, Together we can)” ครั้งที่ 1 มิติเศรษฐกิจ โดยระดมสมองจากหน่วยงานองค์กรที่เกี่ยวกับการรับมือสังคมสูงวัยกว่า 50 องค์กร

นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการ สช. กล่าวว่า สช.สนับสนุนให้ มสผ.จัดเวทีสานพลังไทย รับมือสังคมสูงวัย ไปด้วยกัน เพื่อระดมสมองในมิติเศรษฐกิจ และยังมีอีก 3 เวทีในส่วนกลาง คือ มิติสภาพแวดล้อม ด้านสังคม และสุขภาพ รวมถึงการจัดเวทีแบบนี้ในต่างจังหวัดอีก 6 ครั้ง และจัดประชุมวิชาการ 1 ครั้ง เพื่อสานพลังองค์กรภาคีทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกันพัฒนานโยบายรับมือสังคมสูงวัย แลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ บทเรียน รวมถึงจะมีการสังเคราะห์ข้อเสนอทางวิชาการ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะรองรับสังคมสูงวัย ทั้งระดับชาติและพื้นที่

Advertisement

“สช.เห็นความสำคัญกับสถานการณ์สังคมสูงวัย ซึ่งไม่ใช่มีแค่เรื่องผู้สูงอายุเท่านั้น แต่เป็นประเด็นที่ใหญ่ส่งผลกระทบวงกว้าง ซึ่งมีประเด็นที่ต้องขบคิดในหลายแง่มุม หากดูข้อมูลของสภาพัฒน์ รายงานโครงสร้างประชากรในปี 2567 พบว่า ประเทศไทยมีประชากรที่อายุมากกว่า 60 ปี รวมทั้งสิ้น 13.2 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด และแนวโน้มประชากรผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 28 ในปี 2576 และ ในปี 2583 ประชากรผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 31 หรือ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด ในขณะที่การเกิดใหม่ของเด็กไทยมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยอัตราเจริญพันธุ์ (TFR) ของไทยลดลงจาก 2.0 ในปี 2538 เหลือ 1.53 ในปี 2563 และคาดว่าเหลือ 1.3 ในปี 2583” นพ.สุเทพ กล่าวและว่า โครงสร้างประชากรในรูปแบบนี้ ส่งผลต่อด้านเศรษฐกิจ ที่อีกไม่นานประชากรวัยแรงงานลดลง รายได้และเศรษฐกิจของประเทศจะเติบโตช้าลง ขณะที่ภาระทางการคลังจากค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและสวัสดิการของผู้สูงอายุที่สูงขึ้น การออมและการลงทุนลดลง อุปสงค์ในสินค้าและบริการบางอย่างน้อยลง มีความต้องการสินค้าเฉพาะมากขึ้น และอีกหลายเรื่องที่เป็นความท้าทายว่า จะรับมือกับสถานการณ์นี้และต้องเตรียมการกันอย่างไร ทั้งภาคนโยบายและภาคปฏิบัติการ

นพ.อำพล จินดาวัฒนะ ผู้ทรงคุณวุฒิ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานการประชุม กล่าวว่า การสานพลังรับมือสังคมสูงวัย เป็นการชวนทุกภาคส่วนมองภาพใหญ่ที่ไปไกลกว่าผู้สูงอายุ สำหรับเรื่องมิติเศรษฐกิจที่มีการระดมสมองในวันนี้ได้เชิญหน่วยงาน องค์กรต่างๆ มาร่วมแลกเปลี่ยน ซึ่งมีข้อท้าทายหลายประเด็นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ (1) การส่งเสริมนวัตกรรมและธุรกิจที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคภายใต้สถานการณ์สังคมสูงวัย (2) การสร้างทักษะและทัศนคติที่จำเป็นต่อโลกยุคใหม่ (3) ปรับโครงสร้างตลาดแรงงานให้มีความยืดหยุ่นเพื่อรองรับสังคมสูงวัย (4) สร้างความรู้ทางการเงินและส่งเสริมการออม (5) ออกมาตรการดึงดูดแรงงานและส่งเสริมแรงงานแฝง (6) วางระบบสวัสดิการถ้วนหน้าที่มีความมั่นคงทางการเงิน โดยแต่ละหน่วยงานองค์กรนำเสนอบทบาทหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับสังคมสูงวัย และนำข้อมูลความรู้ ประสบการณ์มาเรียนรู้ร่วมกัน และจะทำให้เกิดการสานพลังรับมือสังคมสูงวัยไปพร้อมๆ กัน

“สังคมสูงวัย ก็เหมือนกับเรามีระบบโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา สุขภาพ สภาพแวดล้อม ความรู้ และเทคโนโลยี การสื่อสาร การจัดการต่างๆ ที่เก่า ในขณะที่ผู้สูงอายุมากขึ้นทุกปี เด็กเกิดน้อยลงอย่างมีนัยยะสำคัญ โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเช่นนี้ จึงเปรียบได้เหมือนกับบ้านก็เก่า คนก็แก่ เราจะรับมือกันอย่างไร เพื่อร่วมกันสร้าง Smart Aging Society” นพ.อำพล กล่าว