ไม่ได้แคร์แต่คนรวย กทม.เปิดแผนเอื้อ ‘คนเดินเท้า’ ย่านหรู ลุยปรับปรุงทางจักรยาน 4 พื้นที่เชื่อมรถไฟฟ้า

22.10.24 | 18:21 น.

ไม่ได้แคร์แต่คนรวย กทม.คลอดแผนเอื้อ ‘คนเดินเท้า’ ย่านหรู ปรับปรุงสัญลักษณ์ทางจักรยาน ตีเส้นใหม่ นำร่อง 4 พื้นที่เชื่อมรถไฟฟ้า พร้อมพงษ์ สามยอด ลาดพร้าว 71 และท่าพระ 

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ที่ห้องประชุมรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า นายไวทยา นวเศรษฐกุล รองผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานการประชุมนำเสนอผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ หน่วยงานภาคีเครือข่ายภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และประชาชน ตามโครงการจัดทำแผนแม่บทกรุงเทพฯ เมืองเดินเท้าและจักรยานสัญจร เชื่อมต่อขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุมและยั่งยืน พ.ศ.2567 – 2575 ซึ่งจะนำไปสู่การเชื่อมต่อบ้าน ที่ทำงาน ศูนย์การค้า สถาบันการศึกษา ตลอดจนเมือง ให้สามารถเดินทางได้อย่างสะดวก ปลอดภัย มากยิ่งขึ้น

นายไวทยา กล่าวว่า สำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) ได้ให้มูลนิธิสถาบันการเดินและการจักรยานไทยดำเนินการโครงการจัดทำแผนแม่บทฯ ข้างต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 เมษายน จนถึงวันที่ 25 ธันวาคม 2567 เพื่อศึกษา สำรวจ และออกแบบเส้นทางให้เหมาะกับสภาพพื้นที่เพื่อเป็นตัวชี้วัดการพัฒนาเมืองสู่การเดินทางที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมใน 4 พื้นที่ย่านสถานีรถไฟฟ้า เป้าหมาย ได้แก่ พร้อมพงษ์ สามยอด ลาดพร้าว 71 และท่าพระ ภายใต้รัศมีโดยรอบสถานี 2 กม. ซึ่งการประชุมในวันนี้จะเป็นการนำเสนอผลการศึกษา และเป็นการรับฟังความคิดเห็นของทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แผนแม่บทฯ ข้างต้นมีความครบถ้วนตามวัตถุประสงค์ และตรงต่อความต้องการ พฤติกรรมการใช้ชีวิตของประชาชน นำไปสู่การต่อยอดและการปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายไวทยา นวเศรษฐกุล รองผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร (กทม.)

นายไวทยากล่าวว่า หลังจากเปิดรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้แล้ว กทม. จะแบ่งการดำเนินงาน ได้แก่ สำนักการโยธา จะมีการปรับปรุงทางกายภาพ จัดสรรพื้นที่ถนนตามที่ศึกษามา ขณะที่ สจส.จะไปทำเครื่องหมาย และสัญลักษณ์  ทาสีตีเส้นจราจร อาทิ ย่านสามยอด ทดลองปรับปรุงถนนอุณากรรณ ย่านสุขุมวิท-พร้อมพงษ์ ปรับปรุงกายภาพเส้นหลัก คือ ถนนสุขุมวิท และถนนในซอย ย่านลาดพร้าว 71 ต้องการปรับปรุงซอยลาดพร้าว 71 ซอยนาคนิวาศ และย่านท่าพระ เส้นทางที่ต้องการให้ทดลองปรับปรุง คือ ซอยเลียบทางรถไฟ ซอยอิสรภาพ 23 ซึ่งระหว่างนี้จะมีการสนับสนุนการใช้จักรยานสาธารณะร่วมกับการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบถึงการดำเนินงานพัฒนาเส้นทางอย่างต่อเนื่อง จากนั้นจะมีการขยายผลการศึกษาเพิ่มเติมไปย่านอื่นๆ ต่อไป

“เรามองว่าการใช้จักรยาน ออกจากบ้านหรือที่พักอาศัย จะเป็นทางเลือกหนึ่งในการเข้าถึงและเชื่อมโยงการใช้ระบบขนส่งมวลชน รถไฟฟ้าได้มากขึ้น ดังนั้น จึงมุ่งเน้นการสร้างความปลอดภัยของเส้นทางที่จะอำนวยความสะดวกในการสัญจร ทั้งจักรยาน คนเดินเท้า จึงต้องมีการพัฒนาพื้นที่ทางกายภาพ กำหนดเส้นทาง จัดทำเครื่องหมาย สัญลักษณ์  มีจุดสังเกต ให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนเกิดความระมัดระวังกันและกัน” นายไวทยากล่าว

Advertisement

ด้าน นายศิลป์ ไวยรัชพานิช หัวหน้าโครงการมูลนิธิสถาบันการเดินและการจักรยานไทย กล่าวว่า หลักการออกแบบที่สำคัญสำหรับเส้นทางคนเดิน คนที่ใช้จักรยาน รวมถึงรูปแบบการสัญจรทางเลือกอื่นๆ ต้องมีการคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ และควรมีความตรง มีความเชื่อมโยงกันในย่าน มีความสะดวกสบาย และน่าใช้ น่าดึงดูด ซึ่งการทดลองปรับปรุงกายภาพเส้นทางในแต่ละย่านสถานีจะยึดหลักการออกแบบตามนี้ โดยจากผลการศึกษามูลนิธิฯ เสนอต่อ สจส.เป็น 3 ระยะ ได้แก่ระยะสั้น คือการจัดทำโครงข่าย เดิน/ปั่นระยะกลาง (3-5 ปี) โครงข่ายเดิน/ปั่น สิ่งก่อสร้าง การขยาย และปรับปรุงทางเท้า การสร้างสะพาน/ทางลอด และระยะยาว (5-10 ปี) เป็นแนวทางการปฏิบัติงานรูปแบบมาตรฐานการออกแบบโครงข่ายทางสัญจร

นายศิลป์ ไวยรัชพานิช หัวหน้าโครงการมูลนิธิสถาบันการเดินและการจักรยานไทย

ด้าน รศ.ดร.พนิต ภู่จินดา อาจารย์ประจำภาควิชาวางแผนภาคผังเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้นำเสนอย่านสถานีพร้อมพงษ์ กล่าวว่า จะมีการลดความกว้างของเลนถนน เพื่อแบ่งให้คนเดินเท้า คนใช้จักรยานสามารถสัญจรได้ แต่ต้องให้รถขนาดใหญ่สามารถผ่านเข้าได้ เช่น รถดับเพลิง รถขยะ รถฉุกเฉิน ทาง 2 เลนจะเหลือ 2.50-2.75 ม. ทางเลนเดียวเหลือ 3.5 ม. เพื่อให้อำนวยความสะดวกและยังคงความปลอดภัย

“แม้ว่าตรงนี้จะเป็นย่านที่คนรวยอาศัยอยู่ แต่ด้วยพลวัตรเมืองที่เปลี่ยนไป จะมีกลุ่มคนที่ทำงานภาคบริการ ซึ่งใช้การเดินเท้า ขี่จักรยานเป็นจำนวนมาก เช่น แม่บ้าน พนักงานร้านอาหาร ยาม แรงงานก่อสร้าง รวมถึงมีรถเข็นแผงค้า รถซาเล้ง เมื่อก่อนมีการแบ่งทางใช้ทางร่วมกัน แต่เมื่อมีการเปลี่ยนบ้านเป็นร้านอาหาร คาเฟ่ มีคนนอกพื้นที่เข้ามา เขาไม่ได้เอื้ออาทรกับคนในพื้นที่ จึงมีการออกแบบองค์ประกอบต่างๆ ทำให้รถยนต์ส่วนตัวจากภายนอกเดินทางได้ช้าลง เพื่อให้ผู้คนสามารถเดินทางได้สะดวกและปลอดภัย นอกจากนี้ จากผลสำรวจกว่า 70% พบว่าเดินทางไปสถานที่ใกล้ๆภายในย่านเพื่อใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งถ้ามีการปรับปรุงเพื่อเอื้อต่อการเดิน การขี่จักรยาน เชื่อว่าจะมีคนเดินเท้า คนออกมาขี่จักรยานมากขึ้น” รศ.ดร.พนิต

รศ.คร.พนิต ภู่จินดา อาจารย์ประจำภาควิชาวางแผนภาคผังเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในการนี้นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม. ได้ร่วมให้กำลังใจกับทุกฝ่าย และปิดการประชุมในตอนท้าย