อบจ.ลำปางใช้ ‘เทเลเมดิซีน’
เพิ่มการดูแลกลุ่มเปราะบาง
ยกระดับ30บาทรักษาทุกที่
ถ้อยแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้การนำของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2567 เรื่องหนึ่งที่ นายกฯระบุชัดเจนว่าเป็นนโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการทันที คือการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพ และจัดสวัสดิการสังคมให้สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่าง คนพิการ ผู้สูงอายุ กลุ่มชาติพันธุ์ บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ ให้สามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการของรัฐได้โดยสะดวก
นโยบายต่อมาคือ ยกระดับระบบสาธารณสุข “30 บาทรักษาทุกที่” ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพในระบบบริการสาธารณสุข และขยายเครือข่ายการบริการระดับปฐมภูมิ พร้อมกับพัฒนาระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) เพื่อให้คนไทยเข้าถึงระบบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ลดเวลาและค่าใช้จ่าย และสามารถรองรับความต้องการใหม่ๆ จากสถานการณ์สังคมสูงวัย พร้อมใช้ศักยภาพของเครือข่ายสาธารณสุขในการส่งเสริม ป้องกัน และควบคุมโรคไม่ติดต่อ (NCDs)
การนำเทเลเมดิซีนเข้ามาประยุกต์ใช้ในระบบสุขภาพช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในการเข้าถึงบริการได้ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ห่างไกล
ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) อยู่ระหว่างเดินหน้าโครงการวิจัย “การปรับใช้นวัตกรรมผสมผสานระบบโทรเวชกรรม (Telemedicine) สู่สถานพยาบาลระดับปฐมภูมิสำหรับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง” สนับสนุนโดยกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) โดยเลือกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ลำปาง เป็นพื้นที่ทดลองนวัตกรรมเชิงนโยบายในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จำนวน 10 แห่ง ที่มีการถ่ายโอนภารกิจไปสังกัด อบจ. และอีก 1 รพ.สต. ที่อยู่กับสังกัดเดิม คือ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)
ภารกิจของ สช.ตั้งใจพัฒนาให้เทเลเมดิซีนถูกนำมาใช้กับระบบบริการสุขภาพในระดับปฐมภูมิ บนการออกแบบและพัฒนาด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถจัดบริการสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่
รศ.วีระศักดิ์ เครือเทพ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง และยกระดับขีดความสามารถในการจัดการภาครัฐและท้องถิ่น บพท. ให้ภาพถึงสารตั้งต้นที่นำมาสู่การสนับสนุนโครงการวิจัยดังกล่าวว่า เกิดขึ้นบนโจทย์ของ บพท.ที่ต้องการใช้องค์ความรู้เชิงวิชาการมาช่วยยกระดับศักยภาพการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งมีบทบาทหลักต่อการพัฒนาในระดับพื้นที่ ทั้งนี้ เมื่อวิเคราะห์จากภารกิจของ อปท.ตามกรอบกฎหมายที่มีอยู่จำนวนมาก พบว่าการดูแลด้าน “ระบบสุขภาพปฐมภูมิ” กลายเป็นภารกิจใหม่ของท้องถิ่นหลายแห่ง โดยเฉพาะภายหลังการถ่ายโอนภารกิจ รพ.สต.ให้แก่ อบจ.ระลอกใหญ่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่หากสามารถทำให้ อปท.พร้อมรับมือกับภารกิจนี้ได้เร็วที่สุด ก็จะเป็นประโยชน์กับประชาชนในวงกว้างมากที่สุดด้วย

“นี่เป็นโจทย์ใหม่ที่ท้าทายของท้องถิ่น โดยเฉพาะถ้าพุ่งเป้าไปที่ อบจ.ซึ่งใหม่มากในระบบสุขภาพ จะเคยมีประสบการณ์เพียงในช่วงโควิด-19 ที่จัดซื้อวัคซีน หรือดูแลระบบช่วยเหลือผู้ป่วย/ผู้ติดเชื้อเท่านั้น แต่ยังไม่เคยมีประสบการณ์วางระบบสุขภาพชุมชน บริการปฐมภูมิ” รศ.วีระศักดิ์กล่าว พร้อมอธิบายว่า นอกจากเป้าหมายที่จะเข้าไปช่วยทำให้ระบบสุขภาพท้องถิ่นสามารถเดินหน้าได้อย่างราบรื่นแล้ว ก็ยังเสริมแรงให้ รพ.สต.ยกระดับศักยภาพเพิ่มขึ้น ดูแลประชาชนได้ดีขึ้น โดยเฉพาะความครอบคลุมประชาชนในพื้นที่ห่างไกล หรือกลุ่มเปราะบางที่ปกติอาจเข้าไม่ถึงบริการ ด้วยการใช้เทคโนโลยีอย่างเทเลเมดิซีน ซึ่งแม้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ที่ผ่านมาอาจยังถูกใช้ในวงที่จำกัด เช่น โรงพยาบาล (รพ.) เอกชน รพ.รัฐขนาดใหญ่ แต่ยังไม่ครอบคลุมพื้นที่ห่างไกล หรือทุรกันดาร”
นพ.ปรีดา แต้อารักษ์ ประธานศูนย์วิชาการสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อเสริมพลังพลเมืองตื่นรู้ สช. กล่าวว่า ที่ผ่านมาพบว่าหลายท้องถิ่นที่ได้รับถ่ายโอนภารกิจ รพ.สต.ไปแล้วมีความต้องการบริหารจัดการระบบสุขภาพเพื่อให้เกิดการเข้าถึงอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ซึ่งเป็นหลักคิดเดียวกับ “ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 3” คือไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมทางสังคม เช่นเดียวกับ อบจ.ลำปาง ที่ให้ความสนใจและสนับสนุนการเข้าร่วมเป็นพื้นที่นำร่องโครงการวิจัยนี้ ด้วยการนำเทเลเมดิซีนเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้เกิดการดูแลระดับปฐมภูมิแบบ “บริการใกล้บ้านทันสมัยหัวใจเพื่อประชาชน” โดยทำให้เทคโนโลยีสามารถเกิดประโยชน์ ไม่เฉพาะกับคนในเขตเมืองที่เข้าถึงได้ง่ายอยู่แล้วเท่านั้น แต่ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ห่างไกล กลุ่มเปราะบางทางสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งสอดคล้องตามเจตนารมณ์พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ที่ระบุไว้ถึงสิทธิของบุคคลในการดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ รวมถึงให้ความสำคัญกับสุขภาพของคนด้อยโอกาสในสังคม และกลุ่มคนต่างๆ ที่มีความจำเพาะในเรื่องสุขภาพด้วย

“การเดินหน้าโครงการวิจัยนี้จึงไม่เพียงแต่จะสอดรับเชื่อมโยงกับภาพใหญ่ของนโยบายระดับประเทศเท่านั้น แต่เชื่อว่ายังจะเป็นส่วนเติมเต็มให้การขับเคลื่อนนโยบายจากส่วนกลาง สามารถลงไปสู่การปฏิบัติได้จริงในระดับพื้นที่ ผลลัพธ์ที่ได้จากพื้นที่ทดลองเหล่านี้ ท้ายที่สุดแล้วอยากให้เกิดเป็นรูปแบบ แนวทาง วิธีการที่สามารถขยายไปยัง รพ.สต.ในสังกัด อบจ.ทั้งหมดได้ต่อไป พร้อมเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่ห่างไกลในจังหวัดอื่นๆ ได้ด้วย” นพ.ปรีดากล่าว
ด้าน นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า จุดได้เปรียบที่สำคัญในการดำเนินงานด้านสุขภาพของท้องถิ่นคือความใกล้ชิดกับประชาชน แน่นอนว่าสิ่งที่ท้องถิ่นควรทำในระยะนี้คือ มุ่งเน้นไปที่บริการปฐมภูมิเป็นหลัก แต่ รพ.สต.ก็เป็นเพียงรูปแบบบริการหนึ่งเท่านั้น เพราะท้องถิ่นเองยังสามารถยกระดับบริการขั้นพื้นฐานให้สูงขึ้นได้ในรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งหน่วยบริการประจำ ที่เรียกว่า Contracting Unit for Primary care (CUP) หรือการทำหน่วยบริการแบบโพลีคลินิก ที่เพิ่มความหลากหลายในการดูแลได้มากยิ่งขึ้น เป็นต้น รวมถึงการนำเทคโนโลยีเทเลเมดิซีนเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มการเข้าถึงของประชาชน โดยเฉพาะการขยายไปยังกลุ่มเปราะบาง คนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล

“การออกแบบเทเลเมดิซีนต้องตอบโจทย์ 1.ลดค่าใช้จ่ายของประชาชนในการเดินทาง 2.ส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชนได้มากขึ้น 3.สุขภาพของประชาชนได้รับการดูแลดีขึ้น จะทำให้ทั้งหมดเกิดขึ้นได้ สิ่งสำคัญคือต้องเกิดจากการมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชนที่เข้ามามีส่วนร่วมออกแบบ ร่วมเป็นเจ้าของระบบ หรือภาคเอกชนที่ร่วมจัดระบบบริการ ตลอดจนการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สธ., สปสช. ทั้งงบประมาณ การบริหารจัดการ ฯลฯ ที่สุดท้ายแล้วมาช่วยกันพัฒนาต่อยอดให้ระบบสุขภาพท้องถิ่นเกิดขึ้นได้” นพ.ศักดิ์ชัยกล่าว



