‘พิพัฒน์’ เผย จ่อใช้เงินประกันสังคม ลงทุนเพิ่มหวังขยับผลตอบแทนเป็น 5% ป้องกันล้มละลาย
เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ที่ห้องแซฟไฟร์ อาคารอิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในงานการประชุมรับฟังความคิดเห็น เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับกองทุนประกันสังคม โดยมี นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน, นางมารศรี ใจรังษี รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.), ผู้แทนคณะกรรมการประกันสังคม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน, ผู้บริหาร สปส., ผู้แทนสมาชิกพรรคการเมือง หน่วยงานต่างชาติ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมงาน
นายพิพัฒน์ กล่าวในช่วงเสวนาหัวข้อ “เพราะกองทุนเป็นของพวกเราทุกคน (Dialogue with the Minister: SSO Sustainable for All)” ว่า ในฐานะที่ตนเป็นรมว. กระทรวงแรงงาน และได้รับภารกิจจาก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในการดูแลกองทุนประกันสังคมจะต้องรับผิดชอบและทำงานอย่างดีที่สุด โดยมีเป้ามายจะเพิ่มผู้ประกันตนทำงานเข้ามาอยู่ในกองทุนประกันสังคมอีกประมาณ 16 ล้านคนซึ่งเป็นกลุ่มอาชีพจะทำให้จำนวนคนในกองทุนประกันสังคมเพิ่มจากปัจจุบันอยู่ที่ 24 ล้านคนเป็น 40 ล้านคน
“จากการคำนวณทางคณิตศาสตร์ คาดว่าอีก 30 ปีข้างหน้า กองทุนประกันสังคมจะเหลือ เท่ากับศูนย์ นั่นคือ การล่มสลายของกองทุนประกันสังคม เราจะทำอย่างไร ให้กองทุนอยู่ได้นานที่สุด หรือ เป็นอินฟินิตี้ นำไปสู่เป้าหมายเงินสะสมในกองทุนให้อยู่ที่ราว 6 ล้านล้านบาทได้ในปี 2585 เพราะฉะนั้นเราจึงต้องหาวิธีที่หลากหลาย เพื่อเตรียมป้องกัน ก่อนที่ปัญหาจะเกิด” นายพิพัฒน์ กล่าว
ส่วนกรณีผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 มีการวิพากษ์วิจารณ์การรักษาพยาบาลตามประกันสังคมไม่ได้รับสิทธิเท่าบัตรทองนั้น นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่จริง ทางกองทุนประกันสังคมให้สิทธิความคุ้มครองอย่างเต็มที่โดยเฉพาะในการรักษาโรคมะเร็ง ที่เป็นโรคร้ายแรงให้เป็นกรณีพิเศษ คือ เมื่อตรวจเจอภายใน 15 วันสามารถเข้ารักษาหรือเข้ารับหรือเข้าผ่าตัดในโรงพยาบาลที่เป็นคู่สัญญากับประกันสังคมได้เลย ทั้งนี้ทางประกันสังคมมีรพ. ที่เป็นคู่สัญญาราว 2,000 แห่งทั่วประเทศ
สำหรับแนวทางการลงทุนของกองทุนประกันสังคมเพื่อสร้างความมั่นคง นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ต้องปรับเพิ่มผลตอบแทนการลงทุนจาก 3.5% เป็น 5% ภายใต้กรอบความเสี่ยงที่ยอมรับได้ โดยมีเป้าหมายและแผนการดำเนินการปี 2568-2572 ในการเพิ่มผลตอบแทนระยะยาวไม่น้อยกว่า 5% ซึ่งมีเงื่อนไขต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่เรตติ้งดีเท่านั้น โดยมีเป้าหมายสัดส่วนตามยุทธศาสตร์การลงทุนระยะที่ 1 (กันยายน 2567-ธันวาคม 2570) ในสัดส่วน 65% ต่อ 35%
นอกจากนั้น ยังมีการเพิ่มผู้ประกันตนต่างชาติ 2 ล้านคน, มีการปรับเพิ่มเพดานค่าจ้างอย่างต่อเนื่องตามค่าเงินเพื่อสิทธิประโยชน์ที่เพียงพอของผู้ประกันตน, ขยายฐานอายุแรกเข้ามาตรา 33 ขั้นต่ำจาก 55 ปี เป็น 65 ปี และปรับเพิ่มอัตราเงินสมทบนายจ้างและผู้ประกันตนฝ่ายละ 2% รัฐบาล 2.25% รวม 3 ฝ่าย 6.25%
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า จะมีการประกาศให้แรงงานข้ามชาติที่อยู่ในประเทศไทยให้มาขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติให้ถูกต้องและจะประสานกระทรวงมหาดไทย (มท.) ให้ออกบัตรสีชมพู เพื่อให้มีสิทธิอยู่ในประเทศไทยจะต้องขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง และดึงเข้ามาอยู่ในระบบกองทุนประกันสังคม เมื่อเจ็บป่วยเมื่อเจ็บป่วยก็จะมีประกันสังคมเข้าไปดูแลค่ารักษาพยาบาล จะทำให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ไม่ต้องรับภาระค่ารักษาต่างด้าวที่เรียกเก็บไม่ได้อยู่ราว 2,000-3,000 ล้านบาทต่อปี
“กรณีอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทยจะต้องจัดการให้เด็ดขาด โดยทางกระทรวงแรงงานจะเร่งป้องกันและปราบปรามก่อน ต้องให้ปฏิบัติตามกฏหมาย การที่แรงงานต่างด้าวมารุกล้ำอาชีพของคนไทยถือเป็นปัญหาใหญ่ ทางกระทรวงแรงงานจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เพื่อปรับให้กองทุนประกันสังคมของไทยเข้ามาเป็นผู้นำอันดับต้นๆของอาเซียน“ นายพิพัฒน์ กล่าว

