‘พิพัฒน์’ เล็งเพิ่มยอดผู้ประกันตน ยืดอายุกองทุนประกันสังคมยั่งยืน
เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดการประชุมฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับกองทุนประกันสังคม SSO SUSTAINABLE FOR ALL โดยมี นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นางมารศรี ใจรังษี รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ผู้บริหารกระทรวงแรงงานแรงงาน คณะกรรมการ (บอร์ด) ประกันสังคม นักวิชาการ ผู้แทนพรรคการเมือง เข้าร่วม ณ ห้อง แซฟไฟร์ อาคารอิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี

นายพิพัฒน์กล่าวว่า กองทุนประกันสังคมเป็นหน่วยกองทุนที่สำคัญของประเทศ มุ่งหมายสร้างหลักประกันให้คนทำงานในประเทศมากว่า 34 ปี ซึ่ง สปส.ได้กำหนดเป้าหมายในการยกระดับงานด้านบริการที่ได้มาตรฐาน และจัดสวัสดิการให้เหมาะสมสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี
“อีกหนึ่งความท้าทายของกองทุนประกันสังคม คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย และการเกิดลดลงอย่างมีนัยยะ ทำให้จำนวนคนเข้าสู่ระบบประกันสังคมลดลง จึงต้องจัดงานประชุมและรับฟังข้อคิดเห็นเพื่อนำมาปรับปรุงและยกระดับสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ นำมาสู่ภาระและค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น และนำไปสู่กรณีการคาดการณ์ที่ว่าในอีก 30 ปีข้างหน้า (ปี 2597) จะเกิดการล่มสลายของกองทุนประกันสังคม” นายพิพัฒน์กล่าว
นายพิพัฒน์กล่าวว่า สิ่งที่เห็นพ้องต้องกันในวันนี้ คือ ขยายการลงทุนของกองทุนประกันสังคม เพื่อให้มีดอกผลจากการลงทุนมากขึ้น มีการปรับสัดส่วนการลงทุน จากที่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกันสังคม กำหนดการลงทุนในสินทรัพย์ไม่เสี่ยงร้อยละ 60 และเสี่ยงน้อยหรือมีโอกาสเสี่ยงร้อยละ 40 ซึ่งขณะนี้ลงทุนในประเทศไทยเกือบร้อยละ 100 แต่ในอนาคตจะมีการลงทุนเพื่อปรับสัดส่วนออกไปสู่ต่างประเทศมากขึ้น โดยจากเดิมลงทุนร้อยละ 70 กับร้อยละ 30 จะปรับลดการลงทุนสินทรัพย์ที่ไม่เสี่ยงจากร้อยละ 70 เป็น ร้อยละ 65 แล้วเพิ่มโอกาสเสี่ยงเป็นร้อยละ 35 ไปลงทุนในอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์ และการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างดอกผลเพื่อพัฒนาสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ประกันตนได้มากขึ้น
“นอกเหนือจากการลงทุนเพื่อสร้างความยั่งยืนแล้ว กระทรวงแรงงาน และ สปส. จะพิจารณานำแรงงานอีกหลายๆ กลุ่มเข้าสู่ระบบกองทุนประกันสังคม เช่น กลุ่มแม่บ้าน ผู้ประกอบอาชีพเกษตร ลูกจ้างที่ทำงานในภาคเกษตร ให้เข้าสู่ระบบเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ซึ่งได้ให้บอร์ดประกันสังคมพิจารณา ถือเป็นการเพิ่มคนเข้าสู่กองทุนฯในสังคมผู้สูงวัย โดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติ (ต่างด้าว) ที่เข้ามาทำงานในไทย ต้องทำให้ถูกกฎหมาย และจะนำเข้าสู่ระบบประกันสังคม คิดว่าจะทำให้เงินสะสมในกองทุนประกันสังคมเพิ่มขึ้นอีก 2-3 หมื่นล้านต่อปี หากคำนวณถึง 30 ปีข้างหน้า จะได้เงินเพิ่มขึ้นมาอีกเท่าไร นี่เป็นอีกวิธีหนึ่งในการยืดอายุกองทุนประกันสังคม ลูกจ้างที่เป็นแรงงานต่างด้าวถือเป็นแรงงานคงที่ จะมีแรงงานรุ่นใหม่ๆ หมุนเวียนมาทำงานเสมอ อะไรที่คนกลุ่มนี้ไม่เคยได้รับ ก็จะเปิดโอกาสให้ได้รับ” พิพัฒน์กล่าว
ด้าน นายบุญสงค์กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงแรงงานกำลังรับฟังความคิดเห็นและแก้ไขกฎหมายให้กล่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่ยังไม่ได้เข้าระบบประกันสังคม เช่น คนขับรถแท็กซี่ ไรเดอร์ รวมถึงกลุ่มที่กฎหมายปัจจุบันได้รับการยกเว้น ได้แก่ ลูกจ้างของกิจการเพาะปลูก ประมง ป่าไม้และเลี้ยงสัตว์, ลูกจ้างทำงานบ้าน และลูกจ้างผู้ค้าหาบเร่ แผงลอย ก็จะให้เข้ามาระบบประกันสังคม ในมาตรา 40 และส่งเงินสมทบอย่างต่อเนื่อง พร้อมพัฒนาสิทธิประโยชน์และพัฒนาแพคเกจเพิ่มเติม เพื่อสร้างหลักประกันให้กับผู้ประกอบอาชีพอิสระ
นางมารศรีกล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้มอบหมายให้ สปส.ดำเนินการดึงคนเข้าสู่ระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นแรงงานไทยหรือข้ามชาติ สปส. จะดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อให้สิทธิประโยชน์ครอบคลุมประชากรให้ได้มากที่สุด ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางการสร้างความยั่งยืนให้กับกองทุนประกันสังคม

