สปสช.เผยแนวบริหารกองทุนบัตรทอง ปี’68 เดินหน้า ’30 บาทรักษาทุกที่’
วันที่ 27 ตุลาคม 2567 นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยยุทธศาสตร์การบริหารจัดการงบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ปีงบประมาณ 2568 ว่า จะแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.การเพิ่มประสิทธิภาพระบบบัตรทองภายใต้นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ และ 2.การปรับปรุงระบบและกลไกการจ่ายของ สปสช. รวมถึงเพิ่มงบประมาณ เพื่อตอบสนองต่อเสียงสะท้อนของหน่วยบริการ

นพ.จเด็จกล่าวว่า ในการเพิ่มประสิทธิภาพระบบบัตรทอง ภายใต้นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ซึ่งขณะนี้ดำเนินการแล้ว 46 จังหวัด และจะครบทั่วประเทศภายในสิ้นปี 2567 จะเป็นการเพิ่มหน่วยบริการนวัตกรรม และขยายนวัตกรรมบริการต่างๆ เช่น การแพทย์ทางไกล หรือเทเลเมดิซีน (Telemedicine) ฯลฯ ให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการของกลุ่มที่ยังไม่ใช้สิทธิในการรักษาตามระบบ
“ส่วนบริการผู้ป่วยใน ในปี 2568 งบบัตรทองประเภทผู้ป่วยในยังได้มีการเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 10 จากปี 2567 เพื่อรองรับการรับบริการของประชาชนสิทธิบัตรทองที่มีโอกาสจะเพิ่มมากขึ้นจากนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ พร้อมกับทำให้หน่วยบริการได้รับค่าบริการเพิ่มขึ้นด้วย” นพ.จเด็จกล่าวและว่า นอกจากการเพิ่มประสิทธิภาพของ 30 บาทรักษาทุกที่แล้ว อีกสิ่งที่จำเป็นต้องทำควบคู่กันไปด้วยตามนโยบายรัฐบาลก็คือ การดูแลประชาชนให้มากขึ้น โดยปี 2568 จะมีการขยายสิทธิประโยชน์ที่เป็นการทำต่อเนื่องจากปี 2567 และสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มเข้ามาใหม่จริงๆ

เลขาธิการ สปสช.กล่าวว่า สำหรับสิทธิประโยชน์ที่ทำต่อเนื่อง เช่น ขยายกลุ่มเป้าหมายการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV) คัดกรองโรคทางพันธุกรรมในเด็กแรกเกิด ตรวจปัสสาวะคัดกรองมะเร็งพยาธิใบไม้ในตับ สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ยาจิตเวช ฯลฯ ส่วนสิทธิประโยชน์ใหม่ที่ได้งบประมาณมาแล้ว และจะพิจารณากันต่อ เช่น การคัดกรองวัณโรคระยะแฝง การให้ฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศ สายด่วนวัยรุ่น การให้คำปรึกษาทางจิตเวช (Counseling) ฯลฯ
นพ.จเด็จกล่าวอีกว่า ส่วนการปรับระบบและกลไกการจ่ายเพื่อแก้ไขข้อติดขัดที่เกิดขึ้น จะเน้นไปที่พื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับคลินิกชุมชนอบอุ่นที่ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการประจำในกรุงเทพฯ และส่งต่อรักษาจากคลินิก ไปที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ สำหรับการปรับระบบ สปสช. จะจัดสรรงบบัตรทองเหมาจ่ายรายหัวให้กับทางคลินิกเหมือนเดิมแต่จะพยายามให้ครอบคลุมประชากร 1 หมื่นคน ซึ่งถ้ามีการส่งต่อรักษาและโรงพยาบาลรับส่งต่อมีการเรียกเก็บค่าบริการ ให้คลินิกจ่ายเพียง 800 บาทตามที่ตกลงกันไว้เท่านั้น ส่วนที่เหลือให้ทางโรงพยาบาลรับส่งต่อเบิกจาก สปสช. และในตอนที่คลินิกต้องตามจ่าย 800 บาทให้นั้น สปสช.จะมีการให้คลินิกตรวจสอบข้อมูลก่อนจ่ายร่วมกันด้วยว่ามีการส่งต่อไปจริงหรือไม่

“อีกทั้งยังจะมีการสร้างกติกาใหม่เพื่อป้องกันกรณีคลินิกกลัวจะต้องตามจ่ายทำให้ไม่ออกใบส่งตัวให้ผู้ป่วย แต่ผู้ป่วยจำเป็นต้องไปรับบริการที่โรงพยาบาล สปสช.จะใช้ระบบใบส่งตัวอิเล็กทรอนิกส์ โดยที่ผู้ป่วยไม่ต้องกลับไปเอาใบส่งตัวจากคลินิก เพียงโทรสายด่วน สปสช. 1330 จะมีเจ้าหน้าที่ประสานให้คลินิกออกใบส่งตัวอิเล็กทรอนิกส์ให้ ถ้าผู้ป่วยไปแบบไม่มีใบส่งตัว โดยมีความจำเป็นที่จะต้องไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล อันนี้ สปสช.จะตามไปจ่ายให้กับโรงพยาบาลรับส่งต่อให้ ไม่ต้องกลัว แต่ถ้าบางกรณีสามารถส่งกลับไปรักษาที่คลินิกได้ ก็จะขอให้โรงพยาบาลช่วยทำเรื่องส่งกลับ” นพ.จเด็จกล่าวและว่า ทั้งหมดนี้ เป็นแผนการดำเนินงานของ สปสช. ในปีงบประมาณ 2568 โดยมีประชาชนเป็นเป้าหมายเพื่อให้เกิดการเข้าถึงบริการที่ครอบคลุมและทั่วถึง อย่างมีมาตรฐานบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 เพื่อร่วมยกระดับให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามนโยบายของรัฐบาล

