อย.ไล่เก็บ องุ่นไชน์มัสแคท ตรวจซ้ำ ลั่น พบปนเปื้อนเกินมาตรฐาน ดำเนินคดีทันที
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา แถลงมาตรการการกำกับและดูแลคุณภาพผักและผลไม้ที่นำเข้าจากต่างประเทศโดย อย. หลังจากผู้บริโภคออกมาเปิดเผยว่าพบองุ่นไชน์มัสแคทที่ขายในท้องตลาด มีสารปนเปื้อนเกินมาตรฐาน และเรียกร้องให้ อย.เข้มงวดกับการตรวจจับเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ว่า ประเทศไทยนำเข้าผักและผลไม้จากต่างประเทศจำนวนมาก อย.จึงมีมาตรการในทุกกองด่านอาหารและยา ซึ่งมีการกำหนดค่ามาตรฐานปริมาณสารตกค้างในผักและผลไม้ ที่ได้ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เพื่อดูว่าแต่ละสารไม่ควรเกินเท่าไร เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ซึ่งสารบางชนิดไม่มีในประกาศของกรมวิชาการเกษตร ทาง อย. ก็ได้กำหนดมาโดยอ้างอิงจากปริมาณมาตรฐานในสากล ที่เรียกว่า โคเด็กซ์ (Codex) ซึ่งจะมีระบุว่าสามารถใช้สารอะไรได้ในปริมาณเท่าไร อย่างไรก็ตาม ถ้าสารไหนที่ไม่มีการกำหนดจาก 2 แหล่งอ้างอิงดังกล่าว อย. ก็จะกำหนดค่ามาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งเป็นปริมาณที่ต่ำมาก คือ 0.01 ppm หรือ 0.01 ในล้านส่วน ซึ่งถือว่าน้อยมาก
“ถ้าเป็นสารที่เราไม่รู้จักมาก่อน ก็จะมีการกำหนดค่าที่ต่ำไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย ส่วนแง่ของกฎหมาย เมื่อพบสารต่างๆ ก็จะมีการตรวจว่าพบมากหรือน้อย เกินค่ามาตรฐานความปลอดภัยหรือไม่ ดังนั้น การนำเข้าผักและผลไม้จากต่างประเทศจะต้องมีการตรวจที่กองด่านอาหารและยา เป็นจุดสกัดสำคัญก่อนเข้าประเทศ ซึ่งในปี 2566 มีการคัดกรองเบื้องต้นที่ด่านมากกว่า 1 หมื่นรายการ และมีการส่งตรวจอย่างละเอียดโดยห้องปฏิบัติการ (แล็บ) ปีละ 500 กว่ารายการ ทั้งนี้ ผลการตรวจเมื่อปีที่ผ่านมา พบว่า ไม่ผ่านเกณฑ์อยู่ร้อยละ 35 ซึ่ง อย.ได้สั่งไม่ให้นำเข้าในประเทศ พร้อมดำเนินคดีกับผู้นำเข้า ซึ่งเป็นมาตรการที่ อย. ดำเนินการ และเมื่อสินค้าเข้ามาในประเทศแล้ว อย. ก็ยังมีการสุ่มตรวจเพิ่มเติมด้วย” นพ.สุรโชคกล่าว

เลขาธิการ อย. กล่าวว่า สำหรับมาตรการเฝ้าระวังในปี 2567 ก็จะเพิ่มเติมทั้งในส่วนของกองด้านอาหารและยา สินค้าที่นำเข้ามาในประเทศแล้ว และสินค้าที่จำหน่ายในประเทศ โดยในปีหน้า จะมีการเพิ่มการตรวจสินค้าที่กองด่านอาหารและยา โดยส่งตรวจในแล็บ จาก 500 รายการ เป็น 4,000-5,000 รายการ และเมื่อรวมกับการตรวจสินค้าในประเทศแล้ว เท่ากับว่าเพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่า นอกจากนี้ ก็จะหารือกับกรมวิชาการเกษตร เพื่อกำหนดชนิดของสารปนเปื้อนเพิ่มเติมให้เหมาะสม ซึ่งจะรวมถึงสารต่างๆ ที่มีการใช้และต่างประเทศ แต่ไม่มีในบ้านเรา ก็จะมีการนำข้อมูลเพิ่มเติมมาด้วย
“สิ่งสำคัญเมื่อซื้อผักและผลไม้มาแล้ว คือการล้างให้สะอาดตามคำแนะนำ ซึ่งมีข้อมูลชัดเจนว่า ทำให้สารปนเปื้อนน้อยลงไปอีก ดังนั้น สารปนเปื้อนที่มีปริมาณเกินหรืออาจจะไม่เกิน การล้างก็จะทำให้ปริมาณลดลงไปอีก ถ้าเจอน้อยอยู่แล้วก็อาจจะไม่พบเลย เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค” นพ.สุรโชคกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นที่เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือ ไทยแพน (Thai-PAN) แถลงผลการตรวจหาสารปนเปื้อนในองุ่นไชน์มัสแคท นพ.สุรโชคกล่าวว่า อย. จะดำเนินการสุ่มตัวอย่างตามที่ไทยแพนเปิดเผยข้อมูล เพื่อนำไปตรวจใหม่อีกครั้ง เพราะตามกฎหมายในการดำเนินคดีกับผู้จำหน่าย จะต้องเป็นเจ้าหน้าที่ อย. เป็นผู้เก็บตัวอย่างไปตรวจ ซึ่งเราได้ดำเนินการไปแล้ว
เมื่อถามว่า กรณีที่ อย. ระบุว่าการตรวจโดยไทยแพนที่มีการพบสารปนเปื้อนจริง แต่ปลอดภัยสามารถล้างและนำมากินได้ นพ.สุรโชค กล่าวว่า ประเด็นนี้มี 2 มิติ คือ ในมิติของกฎหมาย ถ้ามีการใส่สารที่เป็นวัตถุอันตรายประเภท 4 ซึ่งมีการห้ามใช้ในประเทศไทยไปแล้ว อันนี้ผิดกฎหมายแน่นอน และถ้ามีการใส่สารปนเปื้อนที่เกินค่ามาตรฐานก็ถือว่าผิดกฎหมายเช่นกัน ต่อมาคือ มิติความปลอดภัย คือสารปนเปื้อนบางอย่างที่ติดไปกับผักผลไม้ ถ้าสารนั้นไม่เกินค่ามาตรฐานความปลอดภัย หรือเกินไปเล็กน้อย ถ้ามีการล้างผักผลไม้ก่อนรับประทานก็สามารถทำให้สารต่างๆ ลดน้อยลงไป อย่างสารปนเปื้อนที่เราไม่รู้จักมาก่อน มีการกำหนดปริมาณความปลอดภัยไว้ต่ำมาก คือ 0.01 ppm ฉะนั้น ถ้าเกิดเกินในแง่ของกฎหมายก็ถือว่าผิด แต่ในแง่ของความปลอดภัย ต้องไปดูว่าปริมาณความปลอดภัยอยู่ที่เท่าไร
“แต่ในแง่ของปริมาณสารที่เกินมาแต่ไม่มาก ถ้ามีการล้างก่อนรับประทานก็สามารถรับประทานได้ ดังนั้นในแง่ของกฎหมายก็ต้องดำเนินการ ส่วนในแง่ของความปลอดภัย ถ้าสารนั้นเกินปริมาณค่ามาตรฐานไปไม่มาก ผู้บริโภคก็สามารถล้างสารออกไปได้” นพ.สุรโชคกล่าว

เมื่อถามถึงประเด็นสารปนเปื้อนที่ซึมเข้าไปในผลไม้ นพ.สุรโชค กล่าวว่า การซึมของสารจะขึ้นอยู่กับชนิดของสารนั้นๆ ไม่ใช่ทุกชนิดจะซึมเข้าต้นไม้ เช่น ซึมไปที่ราก ลำต้น ดอกหรือใบ ส่วนการซึมเข้าเนื้อผลไม้นั้นถือว่าน้อยมาก เพราะการออกแบบชนิดสารต่างๆ ส่วนใหญ่จะหวังผลให้มีการซึมไปที่เปลือก หรือดอก เพื่อให้สารนั้นไปป้องกันแมลง และมีการป้องกันเรื่องของความปลอดภัย สารนั้นก็จะไม่ซึมเข้าไปในเนื้อผลไม้ เพื่อไม่ให้เกิดพิษ
“อย่างในองุ่นที่เป็นข่าว แต่จริงๆ อยากพูดโดยรวมว่าผลไม้ที่มีเปลือกหนา ก็จะซึมยาก เปลือกบางก็จะซึมง่าย แต่ธรรมชาติของเปลือกองุ่นที่เรียบเนียน เมื่อล้างก็จะทำความสะอาดสารออกได้ง่ายขึ้น” นพ.สุรโชค กล่าว และว่า มาตรการที่กองด่านอาหารและยา เป็นจุดสกัดที่สำคัญ ซึ่งจะดูใน 2 ความเสี่ยง คือ 1.บริษัทที่นำเข้ามีความเสี่ยง ก็จะมีการกักสินค้าไว้ก่อนจนกว่ามีการพิสูจน์ว่าสินค้านั้นไม่มีปัญหา และ 2.ของบางอย่างที่เจอสารปนเปื้อนมาก หรือประเทศที่ส่งมามีความเสี่ยง ก็จะกักไว้ก่อน แต่ด้วยผักผลไม้ที่เสียง่าย เมื่อก่อนเราจะไม่ได้กักเอาไว้ ทำให้ทราบข้อมูลในภายหลังว่ามีปัญหา ครั้งต่อไปก็จะมีการกำหนดเป็นประเทศหรือบริษัทที่มีความเสี่ยง แต่มาตรการปัจจุบัน สามารถกักสินค้าไว้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง เพื่อรอผลการตรวจที่รวดเร็ว ถ้าพิสูจน์แล้วปลอดภัยก็สามารถปล่อยผ่านมาได้
นพ.สุรโชคกล่าวว่า จะเน้น 2 สารที่แบนไปแล้วคือ คลอร์ไพริฟอส และ พาราควอต และยังมีสารอื่นๆ ที่กำหนดไว้ โดยกำหนดสารที่จะต้องตรวจอยู่ที่ 130 รายการ ขณะนี้มีการขยายเพิ่ม อย่างแล็บของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตรวจได้ 250 สาร ซึ่งบางครั้งก็มีความจำเป็นในการตรวจแล็บของเอกชน แต่ก็จะเน้นในประเทศที่ส่งมา แต่ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกสาร หากผักผลไม้อะไร ใช้สารอะไรมาก ก็จะตรวจหาสารนั้น หรือประเทศไหนใช้สารอะไรมาก ก็จะต้องตรวจหาสารนั้น อย่างบางประเทศเขาไม่ได้มีการแบน 2 สารที่ไทยแบน เราก็จำเป็นต้องตรวจหาสารนั้นให้มากขึ้น


