ไทยป่วยเบาหวาน 6 ล้านราย เสี่ยงหัวใจล้มเหลว หมอแนะเช็ก NT-proBNP ควบดูแลไลฟ์สไตล์

30.10.24 | 17:48 น.

ไทยป่วยเบาหวาน 6 ล้านราย เสี่ยงหัวใจล้มเหลว หมอแนะเช็ก NT-proBNP ควบดูแลไลฟ์สไตล์

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม รศ.นพ.ธาดา คุณาวิศรุต อายุรศาสตร์ต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาล (รพ.) ศิริราช ให้สัมภาษณ์พิเศษหัวข้อ เบาหวานอย่าเบาใจ ดูแลและประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยมีนายนิธิ คงทน เจ้าของช่องแด๊ดดี้สายเบาหวาน ร่วมแชร์ประสบการณ์ผู้ป่วยเบาหวาน ที่บริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กรุงเทพมหานคร

รศ.นพ.ธาดา กล่าวว่า โรคเบาหวาน (Diabetes) เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดความบกพร่องของฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งผลิตจากตับอ่อน ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ โดยอาจเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอ หรือร่างกายไม่สามารถใช้อินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ภาวะดื้ออินซูลิน) เป็นส่วนมากของประชากรไทย ทำให้เกิดปัญหาภาวะแทรกซ้อน ทำให้เส้นเลือดไปเลี้ยงร่างกายผิดปกติ จึงส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลในระดับน้ำตาลในเลือดและส่งผลเสียต่อสุขภาพ

รศ.นพ.ธาดา กล่าวว่า โรคเบาหวานแบ่งเป็น 4 ชนิด ได้แก่ เบาหวานชนิดที่ 1 (Type 1 diabetes mellitus, T1DM) เกิดจากเซลล์ตับอ่อนถูกทำลายโดยภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอ หรือขาดอินซูลินมักพบในเด็ก ซึ่งผู้ป่วยต้องรับอินซูลิน เพื่อควบคุมระดับน้ำตาล เบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 diabetes mellitus, T2DM) เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด ร้อยละ 95 ของผู้ป่วย เบาหวานทั้งหมด เกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน มักพบในผู้ใหญ่ หรือ ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน เบาหวานที่มีสาเหตุจำเพาะ (Diabetes other specific types) มีได้หลายสาเหตุ เช่น โรคเกี่ยวกับตับอ่อน โรคทางต่อมไร้ท่อ หรือ ยาสเตียรอยด์ และ เบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational diabetes mellitus, GDM) มักเกิดเมื่อไตรมาส 2-3 ของการตั้งครรภ์ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคเบาหวานในอนาคตทั้งกับมารดาและทารก

Advertisement

“โรคเบาหวานอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคหัวใจ ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) เพิ่มสูงขึ้น ร้อยละ 33 ไตเสื่อม การเสื่อมของระบบ ประสาท และปัญหาด้านสายตา โดยภาวะหัวใจล้มเหลวถือเป็น 1 ในภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยและรุนแรงในผู้ป่วยเบาหวาน” รศ.นพ.ธาดา กล่าวและว่า ปัจจุบัน คนไทยเป็นเบาหวานมากถึง 6 ล้านคน หรือ ราว 1 ใน 11 คน สำหรับคนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป โดยผู้ป่วยโรคเบาหวานมีโอกาสหรือมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคหัวใจมากกว่าคนที่ไม่เป็นเบาหวานถึง 3 เท่า สำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป มีอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจสูงถึงร้อยละ 70 และอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยเบาหวานใน (IP) ร้อยละ 5.5 รวมถึงอัตราการเสียชีวิตของภาวะหัวใจล้มเหลวร้อยละ 10 ต่อปี และ ร้อยละ 50 ของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวเสียชีวิตภายใน 5 ปีหลังได้รับการวินิจฉัย” รศ.นพ.ธาดา กล่าว

รศ.นพ.ธาดา กล่าวว่า สำหรับสาเหตุและอาการเบื้องต้นของผู้ป่วยเบาหวานที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว คือ ออกกำลังได้น้อยลง, นอนราบไม่ได้, หายใจหอบเหนื่อยหลังนอนหลับ และเกิดอาการบวมบริเวณต่างๆ โดยเฉพาะขา มักจะเกิดในผู้ป่วยเบาหวานที่มีความดันโลหิตสูง และน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ ส่วนการตรวจโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยเบาหวานเพื่อประเมินความเสี่ยงของโรคหัวใจล้มเหลว ทำได้โดย 1.การวัดระดับน้ำตาลในเลือด (HbA1c) ช่วยประเมินการคุมระดับน้ำตาลในเลือดระยะ 2-3 เดือน หากค่า HbA1c สูงเกินร้อยละ 7 บ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสูง 2.การตรวจระดับไขมันในเลือด วัดค่าคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ 3.การวัดความดันโลหิต ควรต้องควบคุมให้อยู่ระดับที่ต่ำกว่า 140/90 มม.ปรอท 4.การตรวจการทำงานของไต (eGFR และโปรตีนปัสสาวะ) 5.การตรวจคลื่นหัวใจไฟฟ้า (Electrocardiogram: ECG) 6.การตรวจค่าดัชนีมวลกาย (BMI) 7.การประเมินพฤติกรรมการใช้ชีวิต 8. การตรวจ Echocardiogram (Echo) โดยใช้อัลตราซาวนด์ และ 9.การตรวจ NT-proBNP (N-terminal pro-B-type natriuretic peptide)

“การตรวจ NT-proBNP เป็นการตรวจเลือดเพื่อประเมินว่า มีระดับโปรตีนซึ่งผลิตโดยสภาวะการยืดตัวของหัวใจ หากระดับโปรตีนสูงขึ้น แสดงว่ามีภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งระดับ NT-proBNP ปกติต้องไม่เกิน 125 pg/mL หากเกินต้องไปตรวจหาโรคภาวะแทรกซ้อนเพิ่มเติมต่อไป โดยเป็นการเจาะเลือดที่ข้อพับแขน ราคาขึ้นอยู่กับแต่ละโรงพยาบาล ขอแนะนำตรวจทุก 6-12 เดือน ในผู้ป่วยเบาหวานที่มีความเสี่ยงสูง” รศ.นพ.ธาดา กล่าว

รศ.นพ.ธาดา กล่าวว่า การใช้ NT-proBNP เพื่อกำหนดแนวทางการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว ได้ผลดีกว่าการรักษาแบบมาตรฐานทั่วไป และช่วยให้แพทย์สามารถปรับวิธีการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถช่วยลดการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ร้อยละ 40 ในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง ลดอัตราการนอนโรงพยาบาล มีคุณภาพชีวิตโดยรวมที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องดูแลพฤติกรรมการใช้ชีวิตควบคู่ไปด้วย ลดหวานมัน เค็ม หรือรสจัด ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ด้าน นายนิธิ กล่าวว่า เคยเป็นเบาหวานเมื่ออายุ 34 ปี มีสัญญาณอาการบ่งบอก คือ น้ำหนักตัวลดลง 10 กิโลกรัม ภายใน 1 สัปดาห์ ทำให้โทรมลง เพราะร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานได้ รวมถึงปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะกลางคืนและกระหายน้ำมาก

“ย้อนกลับไปเมื่อสมัยไปเรียนต่างประเทศ ผมมีพฤติกรรมดื่มน้ำอัดลมบ่อย ไม่ออกกำลังกาย พออายุมากขึ้นมีครอบครัว ก็ดื่มเบียร์ การใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่แอคทีฟ เมื่อเริ่มมีอาการจึงต้องไปพบแพทย์ และตรวจออกมาว่าเป็นเบาหวาน ทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนไปตั้งแต่นาทีนั้น เบาหวานเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย คนที่เป็นเบาหวานอายุน้อยลงทุกวัน ขี้นอยู่กับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต ควรจะต้องมอนิเตอร์น้ำตาลในเลือดสม่ำเสมอ” นายนิธิ กล่าวและว่า หากมองเป็นโรคทางพันธุกรรม คนมักจะปล่อยวาง ไม่ต้องโฟกัสที่พันธุกรรม พฤติกรรมสำคัญที่สุด วินัยเป็นเรื่องที่สำคัญ เช่น ออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร ลดหวานมันเค็ม ไลฟ์สไตล์สุขภาพที่ดีใส่เพิ่มเข้าไปในชีวิต