ชัชชาติ รับมอบรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงต้นแบบ แก้ PM 2.5 เชื่อ คุ้มแน่! แม้ลงทุนสูง

31.10.24 | 15:49 น.

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานรับมอบรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงต้นแบบ หลังการประชุมสรุปการดำเนินงานโครงการสานพลังขับเคลื่อนเคาท์ดาวน์ PM 2.5 เพิ่มสุขภาวะคนเมือง(หลวง) โดยมี นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ นายพงศ์ภรณ์ อนุสกุลโรจน์ ผู้รับผิดชอบโครงการ

นายชัชชาติกล่าวว่า การนำรถบรรทุกขนาดเล็กมาดัดแปลงจากเครื่องยนต์ดีเซล เป็นพลังงานไฟฟ้านั้นนับเป็นประโยชน์อย่างมาก และเป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ของเมืองได้อย่างครอบคลุม และแม้ว่าการลงทุนในระยะแรกจะมีมูลค่าที่สูง แต่หากมองในภาพรวมระยะยาวจะพบว่าสามารถประหยัดงบประมาณได้มากกว่าการใช้น้ำมัน และไม่ปล่อยมลพิษทางอากาศ

ด้าน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ข้อมูลผู้ป่วยด้วยโรคจากมลพิษทางอากาศล่าสุด (เดือนตุลาคม 2567) จากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (Health Data Center (HDC)) พบว่าในปี 2567 นี้ มีผู้ป่วยจากเหตุดังกล่าวกว่า 9.4 ล้านคน เพราะฝุ่น PM 2.5 ที่เข้าสู่กระแสเลือด และนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่หลากหลาย โดยเฉพาะกับเด็ก ผู้ป่วย และผู้สูงอายุ ที่มีระบบภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง การสร้างความตระหนักรู้ และสนับสนุนการดำเนินงานในด้านการจัดการและลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากแหล่งกำเนิด จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อรักษาสุขภาพ ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างอากาศสะอาดได้อย่างยั่งยืน

Advertisement

ด้าน นายพงศ์ภรณ์กล่าวว่า ตามที่ สสส. ได้สนับสนุนมูลนิธิส่งเสริมการออกแบบอนาคตประเทศไทยในการดำเนินงาน ซึ่งได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2566 ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้ถอดบทเรียนจากการประชุมเชิงปฏิบัติการ Social Lab ร่วมกับภาคีเครือข่ายต่าง ๆ และได้ข้อสรุปว่า ปัญหาฝุ่นละอองในกรุงเทพมฯ มีต้นเหตุมาจากภาคการจราจรและขนส่งทางบก โดยเฉพาะจากรถยนต์ดีเซลเก่าที่มีอายุการใช้งานเกิน 10 ปี

เพื่อลดปัญหาดังกล่าว มูลนิธิฯ จึงได้เสนอแนวทางการตัดแปลงรถยนต์ดีเซล เก่าให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV Conversion) จึงเริ่มดำเนินงานโครงการ โดยคัดเลือกรถยนต์ต้นแบบ ซึ่งทาง กทม. ได้เลือกใช้รถบรรทุกขนาดเล็ก 4 ล้อยี่ห้ออีซูชุ NLR 130 มาเป็นต้นแบบ โดยมีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็นที่ปรึกษาในการตัดแปลงรถยนต์ไฟฟ้า และได้รับการสนับสนุนเทคโนโลยีและอุปกรณ์จากบริษัท ช.ทวี จำกัด (มหาชน) และบริษัท แจนไนน แมนเนจเม้นท์ จำกัด

นายพงศ์ภรณ์กล่าวว่า เป้าหมายของโครงการคือการเกิด Snowball effect โครงการจึงมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรของ กทม.ให้มีศักยภาพในการตัดแปลงรถยนต์ไฟฟ้าได้ด้วยเอง โดยได้จัดการฝึกอบรมทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติแบบ On the Job Training ให้กับช่างเทคนิคของกองโรงงานช่างกล หนองแขม สำนักการคลัง พร้อมทั้งจัดทำเอกสารคู่มือเกี่ยวกับการตัดแปลงและบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้าชุดความรู้ เพื่อเผยแพร่ต่อไป นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับโรงเรียนฝึกอาชีพ กทม.จัดทไฟหลักสูตรอบรม 200 ชั่วโมง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาทักษะสำหรับผู้ที่สนใจในการตัดแปลงรถยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย

นายพงศ์ภรณ์กล่าวว่า นอกจากการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าแล้ว โครงการยังได้รเริ่มการพัฒนาเครื่องยนต์ต้นกำลังพลังชีวมวล ซึ่งนำเครื่องยนต์ดีเซลเก่าที่ถอดออกจากรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ประโยชน์ ในการขับเคลื่อนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า โดยใช้แก๊สเชื้อเพลิงที่เป็นผลผลิตจากเตาแก๊สซิไฟเออร์ ที่ใช้วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งจะช่วยลดการเผาวัสดุเหลือทิ้งการเกษตรในที่โล่ง ทั้งนี้ เครื่องยนต์ต้นกำลังพลังชีวมวลต้นแบบได้ถูกส่งมอบให้กับวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ข้าวสามวาตะวันออก ชุมชนอาสาพัฒนา แขวงสามวาตะวันออก เขตคลอลองสามวา เพื่อให้เป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบเครื่องยนต์ต้นกำลังพลังชีวมวลต่อไป