ไทยเข้าสังคมสูงวัยสมบูรณ์ แพทย์แนะรัฐวางระบบดูแล ป้องกันเชิงรุกจัดสิทธิประโยชน์ครอบคลุม

1.11.24 | 10:39 น.

ไทยเข้าสังคมสูงวัยสมบูรณ์ แพทย์แนะรัฐวางระบบดูแล ป้องกันเชิงรุกจัดสิทธิประโยชน์ครอบคลุม

วันนี้ (1 พฤศจิกายน 2567) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา สำนักงานเอ็มไอที สโลน ประจำภูมิภาคอาเซียน (MSAO) จัดการประชุมครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ที่กรุงเทพมหานคร ภายใต้หัวข้อ “Beyond Years: The Future of Longevity” พร้อมจัดเสวนาในหัวข้อ “Healthcare Practitioner Perspective” เผยมุมมองเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพที่อาจส่งผลกระทบต่อการมีอายุยืนยาวของประชากร

มีนางอัญชลี สาสติ อาจารย์อาวุโสของสถาบันบริหารธุรกิจ เอ็มไอที สโลน, ศ.นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล หัวหน้าสาขาเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และ ผศ.นพ.พลกฤต ทีฆคีรีกุล Chief Executive Officer ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ โรงพยาบาล (รพ.) บำรุงราษฎร์ เข้าร่วม ณ โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพฯ

Advertisement

ผศ.นพ.พลกฤต กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) โดยสมบูรณ์ มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ โดยเทรนด์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ (Geriatric) ที่ส่งผลต่อทั้งตัวผู้สูงอายุเองและครอบครัว สิ่งแรกที่สามารถทำได้ทันทีคือ การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่มีความเฉพาะบุคคลมากขึ้น โดยใช้ข้อมูลทางการแพทย์ จนกระทั่งการตรวจและวินิจฉัยขั้นสูง ส่วนอีกเทรนด์คือ เวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) ร่วมมือกับคนไข้ในการวางแผนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นเสาหลักของสุขภาพทั้ง 6 ด้าน อาทิ โภชนา, พฤติกรรม, การนอนหลับ,ลดการใช้ยาเสพติด, การจัดการอารมฯ์และความเครียด และความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง สังคม และชุมชน เพื่อเป็นการสอดรับเทรนด์สุขภาพผู้สูงอายุในปัจจุบัน

“ปัจจุบันในไทยมีการแพทย์ที่มีคุณภาพอยู่แล้วทั้งภาครัฐและเอกชน แต่สิ่งที่ยังน่าห่วงและต้องหาทางป้องกันโรคสำหรับผู้สูงอายุให้มากขึ้น ได้แก่ 1.โรค NCDs (non-communicable diseases) โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคเกี่ยวกับระบบประสาท ความจำเสื่อม 2.โรคหัวใจและหลอดเลือด 3.โรคมะเร็ง และ 4.โรคเมตาบอลิก (metabolic syndrome) เช่น เบาหวาน” ผศ.นพ.พลกฤต กล่าว

ด้าน ศ.นพ.วีรศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อเข้าสู่ช่วงสูงวัยมักมีโรคอื่นๆ ที่มักจะตามมากับการเจ็บป่วยตามอายุที่มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีความก้าวหน้าในการดูแลด้านการแพทย์ในการเจ็บป่วยต่างๆ ที่ยังสามารถอยู่ในบริบทที่บริหารจัดการได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องสังคมหรือด้านผู้ดูแล การไม่มีผู้ดูแลเมื่อไม่แข็งแรงต้องพึ่งพิงหากผู้สูงอายุที่มีฐานะก็จะมีทางเลือกเพิ่มขึ้น อาจจะไปอยู่ในศูนย์พักพิงหรือที่ดูแลสำหรับผู้สูงวัย แต่หากฐานะยากจนก็จะเพิ่มความลำบาก ต่อให้มีนักสังคมสงเคราะห์ หรือองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นเข้ามาช่วย ก็อาจจะไม่ได้รับการดูแลที่ดีพอ การสนับสนุนการดูแลในผู้ที่มีทุพลภาพ ขาดผู้ดูแล ยังจำเป็นต้องอาศัยการส่งเสริมจากภาครัฐ

ศ.นพ.วีรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ทางหน่วยงานภาครัฐพยายามดำเนินการคัดกรองผู้สูงอายุในชุมชนเพื่อค้นหาการเสื่อมถอยในระยะต้นและวางแผนแก้ไข ซึ่งจะมีอาสาสมัครดูเรื่องความจำ อารมณ์ การเคลื่อนไหว การมองเห็น การได้ยิน สุขภาพช่องปากและโภชนาการ หลังจากมีการคัดกรองแล้วก็จะไปอยู่ในขั้นที่ 2 โดยมีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เข้ามาช่วยดูแลแก้ปัญหาหากทำไม่ได้ก็จะวางแผนส่งต่อไปสู่โรงพยาบาล การเสริมศักยภาพและภาระงานของบุคคลากรทั้ง 3 ระดับ ให้มีความสามารถในการจัดการกับปัญหาที่พบในผู้สูงอายุในเบื้องต้นได้ เป็นสิ่งที่สำคัญ

“เราจึงต้องขยายช่วงชีวิตที่ยังเฮลท์ตี้ (Healthy Aging) ให้ได้ยาวที่สุด หมั่นควบคุมอาหาร ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลี่ยงความเสี่ยงที่เป็นอันตรายต่อชีวิต เป็นการป้องกันเชิงรุก และพยายามทำให้ช่วงที่เจ็บป่วย พึ่งพิง ในยามอายุมากให้สั้นที่สุด ปัจจุบันอายุคาดเฉลี่ยของคนไทยในเพศหญิงอยู่ที่ราว 80 ปี และเพศชายอยู่ที่ 72 ปี” ศ.นพ.วีรศักดิ์ กล่าว

ศ.นพ.วีรศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนั้นแล้ว การยืดอายุด้วยการมีวิถีสุขภาพที่ดี ยังเป็นการทำให้ช่วงอายุขัยที่ยังสุขภาพดี (healthy life expectancy) ยืนยาวขึ้น ยังสามารถทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ ผู้สูงอายุที่ยังมีสุขภาพดี ทำงานได้ อาจจะทำให้มีการขยายเวลาเกษียณอายุจากการทำงาน หรือผู้สูงอายุบางกลุ่มก็จะมีอาชีพเสริม ก็จะสร้างรายได้เพิ่มขึ้น รวมไปถึงสายงานที่เกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุที่กำลังขยายตัว เช่น งานผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) ผลิตภัณฑ์และบริการสำหรับผู้สูงอายุ ตลอดจนการท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงวัยที่ยังแข็งแรง ช่วยเพิ่มโอกาสการประกอบอาชีพที่เกิดจากตัวผู้สูงอายุเอง และเกิดจากสิ่งที่จะมาตอบสนองต่อความต้องการของผู้สูงอายุ

“แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่ครอบคลุมคือ วิธีการป้องกันโรค จึงอยากให้ภาครัฐสนับสนุนการเพิ่มสิทธิประโยชน์สำหรับส่งเสริมป้องกันให้ผู้สูงอายุให้มากขึ้น เช่น การตรวจคัดกรองโรค การเพิ่มการฉีดวัคซีนอื่นๆ นอกเหนือจากวัคซีนไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนบาดทะยัก การสนับสนุนให้มีสิ่งแวดล้อมเกื้อหนุนต่อการมีสุขภาพที่ดี การสนับสนุนเงินให้กับผู้ดูแลผู้ป่วยสูงอายุและหน่วยบริการเยี่ยมบ้านที่ทำการประเมินคัดกรองสุขภาพ รวมถึงผลลิตแพทย์ด้านเวชศาสตร์ป้องกัน ในการส่งเสริมสุขภาพที่ดีและป้องกันโรคในระดับบุคคลและชุมชน”    ศ.นพ.วีรศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ ศ.นพ.วีรศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้บุคคลากรทางการแพทย์ด้านผู้สูงอายุมีไม่เพียงพอ ขณะที่ผู้สูงอายุในไทยเพิ่มขึ้นมากเรื่อยๆ แพทย์ด้านเวชศาสตร์ป้องกันและเวชศาสตร์ผู้สูงอายุก็เปิดรับตำแหน่งน้อย ควรเพิ่มการผลิตแพทย์ด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ มาช่วยสนับสนุนประชากรไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“การที่จะต้องรองรับสังคมผู้สูงวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องปรับทั้งความรู้ การวิจัย สังคมและการบริการ ต้องให้สอดคล้องไปด้วยกัน ไม่ใช่เพียงแค่ปรับความก้าวหน้าของนวัตกรรมทางการแพทย์หรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว เนื่องจากพื้นฐานสำคัญของการมีสุขภาพที่ดี นอกจากผลทางพันธุกรรมซึ่งส่งผลเพียง ร้อยละ 20-30 แต่ส่วนหลัก คือ วิถีการใช้ชีวิต (อาหาร ออกกำลังกาย) เลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ ด้านจิตใจและอารมณ์ที่จะมีผลต่ออายุที่ยืนยาว มีกิจกรรมทางสังคมที่เกื้อหนุน การส่งเสริมให้ประชาชนมีความสามารถในการดูแลตนเองเป็น (self-care) จะช่วยให้การมีสุขภาพที่ดีเป็นเรื่องของบุคคลนั้นๆ ที่ต้องช่วยกัน ในการเปลี่ยนแปลงของนวัตกรรมและเทคโนโลยี น่าจะมาเป็นส่วนเสริม ช่วยประกอบให้เกิดความเหมาะสมมากยิ่งขึ้นบนพื้นฐานเดิมในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป” ศ.นพ.วีรศักดิ์ กล่าว