สปสช.จับมือ 3 สมาคมที่อยู่อาศัย ขยายบริการสุขภาพสู่ ‘หมู่บ้านจัดสรร-อาคารสูง’
วันนี้ (1 พฤศจิกายน 2567) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับ สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอาคารชุดไทย และสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง (สปคม.) กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ประกาศความร่วมมือในการเพิ่มการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของผู้พักอาศัยในหมู่บ้านจัดสรร และที่พักอาคารสูง ภายในงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 46 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

รศ.ภญ.ยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการ สปสช. เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา มีข้อสังเกตเรื่องการเข้าไม่ถึงบริการสุขภาพของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เฉพาะ เช่น หมู่บ้านจัดสรร และอาคารสูง เพราะจากการสำรวจในบางพื้นที่ พบว่าหลายแห่งมีผู้สูงอายุ หรือกลุ่มเปราะบางอาศัยอยู่คนเดียว ทำให้ สปสช. ต้องกลับมาคิดว่าจะทำอย่างไรให้บริการด้านสุขภาพ เช่น บริการพบแพทย์ทางไกล การดูแลกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน ฯลฯ เข้าถึงประชาชนได้ดังนั้น สปสช. จึงมีการทำความร่วมมือกับสมาคมอสังหาริมทรัพย์ สมาคมสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และสมาคมอาคารชุด ที่มีเครือข่ายทั้งหมู่บ้านจัดสรร และอาคารสูงเป็นสมาชิก โดยใช้เครือข่ายของผู้ประกอบการเป็นประตูในการขยายบริการ และให้หน่วยบริการที่อยู่ในพื้นที่ หรือพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาให้บริการกับประชาชน ทั้งการดูแลรักษาและการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค

รศ.ภญ.ยุพดี กล่าวว่า นอกจาก สปสช. จะทำงานร่วมกับภาคเอกชน ยังมีการทำงานร่วมกับภาครัฐ เช่น สปคม. ที่มีต้นแบบการบริการชุมชนในเขตเมือง สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ที่จะเข้าไปสร้างความเข้มแข็งของชุมชนอีกด้วย
“การทำงานร่วมกับทั้ง 3 สมาคม จะทำให้เกิดการรับรู้ และเมื่อรับรู้แล้วก็จะมีโอกาสในการเข้าถึงบริการเพิ่มมากขึ้น ลดค่าใช้จ่าย ในอนาคตเชื่อว่าการที่เข้ามาร่วมมือกันจะเป็นส่วนหนึ่งของการกระตุ้นการร่วมมือในชุมชน สุดท้ายเราเชื่อว่าการตอบโจทย์ในเรื่องของการเข้าไม่ถึงบริการ ก็จะต้องนำไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชน” รศ.ภญ.ยุพดี กล่าวและว่า สปสช. มีหน่วยบริการนวัตกรรม 7 ประเภท ได้แก่ ร้านยาคุณภาพ คลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น คลินิกเวชกรรมชุมชนอบอุ่น คลินิกเทคนิคการแพทย์ชุมชนอบอุ่น คลินิกกายภาพบำบัดชุมชนอบอุ่น คลินิกแพทย์แผนไทยชุมชนอบอุ่น และคลินิกทันตกรรมชุมชนอบอุ่น ให้บริการตามนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ให้บริการอยู่แล้ว หากในหมู่บ้าน หรืออาคารสูงที่มีการให้บริการประเภทใดประเภทหนึ่งเหมือนกับคลินิกเอกชนเหล่านี้ และได้มีการพูดคุยกันแล้วว่าต้องการเข้าร่วมเป็นหน่วยบริการนวัตกรรม สปสช. ก็จะสนับสนุนเรื่องการขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) เพื่อให้ประชาชนที่ใช้สิทธิบัตรทอง ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเมื่อต้องรับบริการ

ด้าน นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า ความร่วมมือนี้ถือว่าเป็นการดำเนินการครั้งแรกระหว่างภาครัฐ และเอกชนในการดูแลสุขภาพประชาชน เพราะที่ผ่านมา ในฝั่งของผู้ประกอบการยังไม่ค่อยรับทราบถึงบริการ โดยเฉพาะบริการเชิงรุกจากภาครัฐที่เข้าถึงประชาชนถึงที่อยู่อาศัย ในฐานะของผู้ประกอบการ มองความร่วมมือนี้มีประโยชน์อย่างมากต่อการดูแลสุขภาพของประชาชน
“อย่างไรก็ตาม การดำเนินการในโครงการนี้ เบื้องต้นคงจะต้องมีการพูดคุยกับนิติบุคคลของทั้งในหมู่บ้านจัดสรร และอาคารสูงให้ทราบถึงบริการที่เกิดขึ้น เพราะอาจจะมีบางส่วนที่ต้องการบริการ แต่ไม่ทราบว่าตนเองมีสิทธิที่จะได้รับบริการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งอาจมีการจัดประชุมเพื่อสร้างความเข้าใจให้ตรงกัน ซึ่งขณะนี้ก็ได้มีการพยายามเชิญชวนสมาคมที่เกี่ยวข้องกับการบริหารนิติบุคคลเข้ามาร่วมกันดำเนินการด้วย” นายพรนริศ กล่าวและว่า นอกจากนี้ จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า มีชุมชนอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่บางแห่ง มีการเตรียมพื้นที่เพื่อทำคลินิกสุขภาพ แต่ด้วยปัจจัยบางอย่างที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ ทำให้ปัจจุบันพื้นที่แห่งนั้นกลายเป็นพื้นที่รกร้าง แต่ขณะเดียวกัน ก็ประชาชนก็ยังต้องการบริการด้านสุขภาพ ซึ่งขณะนี้ก็กำลังดูความเป็นไปได้ว่าจะสามารถใช้คลินิกที่อยู่ในเครือข่ายของ สปสช.ลงไปดำเนินการได้หรือไม่เพราะ สปสช.มีบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เพื่อคัดกรองโรคก่อนที่คนจะป่วย แต่ต้องดูว่าจะมีการออกแบบกิจกรรมให้ตอบรับ และเหมาะสมกับประชาชนได้อย่างไร เพราะบางพื้นที่ก็อาจจะไม่มีคนอยู่ในวันธรรมดา หากมีการให้บริการเขาก็อาจไม่ได้ใช้งาน

ขณะที่ นางนิติรัตน์ พูลสวัสดิ์ รองผู้อำนวยการ สปคม. กล่าวว่า สปคม.เป็นหน่วนงานพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพในพื้นที่เฉพาะ เช่น หมู่บ้านจัดสรร และอาคารสูงในพื้นที่เขตเมือง ผ่านมาตรฐานหมู่บ้านปลอดภัย ประกอบด้วย โครงสร้างปลอดภัย ระบบสาธารณสุข หรือระบบดูแลสุขภาพ ความเข้าใจในโรคภัยสุขภาพของนิติบุคคล และระบบการจัดการโรค สำหรับการดำเนินงานครั้งนี้ จะเป็นการทำงานในระยะที่ 2 (2567-2567) หลังจากเริ่มนำร่องในพื้นที่ต่างๆ ทุกเขตสุขภาพมาแล้วเมื่อปี 2563 มากไปกว่านั้น ยังเป็นปีแรกที่จะเข้ามาดำเนินการดูแลสุขภาพของประชาชนในทั้งในหมู่บ้านจัดสรร และตึกสูงร่วมกับ สปสช.จากเดิมที่ดูแลเพียงแค่หมู่บ้านจัดสรรเท่านั้น
“ปีนี้เป็นปีที่พิเศษที่เราจะร่วมมือกับ สปสช.ทั้ง 13 เขต ที่จะร่วมมือกันผลิตรูปแบบการดูแลสุขภาพ เพราะ สปสช.มีเครือข่ายหน่วยบริการนวัตกรรมที่ประชาชนสามารถเข้าไปใช้บริการได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย” นางนิติรัตน์ กล่าว

