‘เดชอิศม์’ เดินหน้าทวงคืนเอกราชสิ่งแวดล้อม จ่อหารือแก้กม.ปล่อยน้ำเสีย ให้มีโทษอาญา

7.11.24 | 12:56 น.

‘เดชอิศม์’ เดินหน้าทวงคืนเอกราชสิ่งแวดล้อม จ่อหารือแก้กม.ปล่อยน้ำเสีย ให้มีโทษอาญา

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ที่ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังการตรวจเยี่ยมกรมอนามัย ว่า กรมอนามัยเป็นกรมสำคัญที่สุดในประเทศ เพราะต้องดูแลสุขภาพคนไทยตั้งแต่ในครรภ์ถึงเสียชีวิต แต่สิ่งแวดล้อมในวันนี้กับเมื่อ 40-50 ปีที่แล้วต่างกันมาก เมื่อก่อนอากาศดี น้ำดี อุดมสมบูรณ์มาก แต่วันนี้มีอุตสาหกรรมเยอะ ทั้งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องก็มี เราจึงต้องทบทวนในเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ โดยการเสริมสร้างสุขภาพก็ต้องควบคู่ไปกับการซ่อมแซม

“ในวันนี้เราเน้นซ่อมแซมแต่ในวันหน้าเราต้องเน้นเสริมสร้าง ผมใช้คำว่าทวงคืนเอกราชทางสิ่งแวดล้อม เพราะอยากให้คนไทยทั้งประเทศเห็นความสำคัญ เพราะเราไปเน้นเอกราชด้านดินแดน บางทีซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ปีละหมื่นล้าน แต่คนไทยไม่ได้ตายด้วยสงคราม แต่ตายด้วยสุขภาพ ผมจึงอยากทวงคืนเอกราชสิ่งแวดล้อมกลับคืน ลงทุนไม่มากนัก แต่จิตสำนึกของคนเป็นเรื่องสำคัญ” นายเดชอิศม์ กล่าว

นายเดชอิศม์ กล่าวต่อว่า กรมอนามัยจะจัดงานเพื่อลงนามความร่วมมือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อทวงคืนทรัพยากรธรรมชาติกลับคืนมาให้เร็วที่สุด นอกจากนั้นก็จะต้องลงนามความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการจัดทำงบประมาณรายปี เพื่อตรวจวัดคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง โดยให้กรมอนามัยไปจรวจเช็กคุณภาพน้ำ เพื่อป้องกันตั้งแต่ต้นทาง และ ลงนามความร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อดูแลโรงงานที่ต้องปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำ เพราะเมื่อสารพิษเข้าสู่ร่างกายประชาชนไปเรื่อยๆ ก็ยากที่กรมอนามัยจะเข้าไปดูแลได้หมด ดังนั้น เราต้องรวมกันตั้งแต่ต้นทางเมื่อถามถึงความคืบหน้าความร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม ในการเพิ่มมาตรการดูแลการปล่อยน้ำเสียของโรงงาน ที่ค่าปรับ 2 แสนบาท ซึ่งน้อยเกินไป นายเดชอิศม์ กล่าวว่า ตอนนี้หารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมนอกรอบแล้ว โดยบอกว่าต้องมีการปรับปรุงกฎหมายใหม่ เพราะโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำลำคลอง ความสูญเสียที่เกิดกับชีวิตของคนไทยประเมินค่าไม่ได้ แต่โทษปรับเพียง 200,000 บาท ทำให้คนละเลย บางโรงงานไม่ยอมลงทุนสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย แล้วปล่อยน้ำเสียดีกว่า เพราะว่าถ้าจับได้ก็ปรับแค่ 2 แสน ถ้าจับไม่ได้ก็ไม่โดนปรับ

“ฉะนั้นต้องมีการปรับแก้กฎหมายใหม่ซึ่งท่านก็รับปากว่าจะดำเนินการให้เร็วที่สุด ซึ่งผมอยากให้มีโทษทางอาญาด้วย อาจจะโทษถึงขั้นปิดโรงงาน เพราะผมไม่อยากให้ชีวิตของคนไทยไปเดิมพันกับผู้ประกอบการที่ไม่มีจิตสำนึก” รมช.สธ. กล่าว

Advertisement

ถามต่อว่าการสำรวจคุณภาพน้ำประปาแต่ละหมู่บ้านเป็นอย่างไรบ้าง นายเดชอิศม์ กล่าวว่า แต่ละหมู่บ้านจะไม่เหมือนกัน แต่ต่อไปถ้ามีการลงนามความร่วมมือร่วมกัน จะต้องมีการตั้งงบประมาณ เพื่อตรวจเช็กคุณภาพน้ำ อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

“โดยความร่วมมือแรกเราจะนำร่องที่ จ.สงขลา ในวันที่ 25 พฤศจิกายน และต่อไปจะเป็นการลงนามความร่วมมือระดับประเทศ ซึ่งจะเชิญนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน” นายเดชอิศม์ กล่าว

ถามต่อว่าทำไมถึงเลือก จ.สงขลา เป็นจังหวัดแรก นายเดชอิศม์ กล่าวว่า เพราะมีโรงงานอุตสาหกรรมเยอะมาก ยกตัวอย่างให้เห็น 2 แม่น้ำ คือ แม่น้ำคลองกุฎี ที่เมื่อก่อนสามารถกินน้ำในแม่น้ำได้เลย แต่วันนี้ลงไปในคลองไม่ได้เลย เพราะมีแต่สารพิษ ตนจึงร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยึดพื้นที่ทำไร่ บ่อดูดทรายทั้งที่เถื่อนและไม่เถื่อนออกไป ทำให้วันนี้เห็นเด็กเล่นน้ำในคลองได้ และ แม่น้ำคลองอู่ตะเภา ที่มีโรงงานประมาณ 200 กว่าแห่ง ส่วนใหญ่โรงงานก็ทำถูกระเบียบ แต่ที่ไม่ดีก็มี แต่ทำให้เสียหายมาก ซึ่งหลังจากมีการลงนามความร่วมมือร่วมกันแล้ว คาดว่าจะได้ยึดคลองต่างๆ เหล่านี้กลับคืนมาคืนสู่ประชาชน

นายเดชอิศม์ กล่าวว่า อีกเรื่องหนึ่งที่ตนจะเดินหน้าคือการแก้ไขปัญหาผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยกรมอนามัยจะต้องเร่งให้ความรู้ประชาชน เพราะพ่อแม่กินยังไงลูกก็กินแบบนั้น ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย สุดท้ายก็เป็นโรค NCDs ที่ทำร้ายเศรษฐกิจของประเทศ 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี ถ้าเราลดตัวเลขนี้ได้ครึ่งหนึ่ง ประเทศเราจะเจริญไปไกลมาก