กทม.ยันย้ายพื้นที่ก่อสร้างศูนย์ฝึกอบรมดับเพลิงและกู้ภัย มาหนองจอกเหมาะสมคุ้มค่า แจงที่เดิมมีปัญหาผังเมืองและ EIA ย้ำยังไม่ได้เซ็นสัญญาโครงการกับคู่กรณี
เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ที่ห้องเจ้าพระยา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า น.ส.ทวิดา กมลเวชช และ นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมด้วย นายธวัชชัย นภาศักดิ์ศรี ผู้อำนวยการสำนักโยธา, นายสุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แถลงข่าวชี้แจงกรณีการเปลี่ยนพื้นที่สร้างศูนย์ฝึกอบรมดับเพลิงและกู้ภัยจาก อ.สามพราน จ.นครปฐม มาเป็นที่เขตหนองจอก กรุงเทพฯ

น.ส.ทวิดากล่าวว่า จากเดิมโครงการก่อสร้างศูนย์ฝึกอบรมดับเพลิงและกู้ภัย สามพราน ระยะที่ 1 (สถานีฝึกกู้ภัย) และระยะที่ 2 (อาคารฝึกอบรมและอาคารที่พัก) กำหนดที่ตั้งโครงการอยู่ที่ตำบลท่าตลาด อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พื้นที่รวม 57 ไร่ 3 งาน ต่อมาเมื่อทำการตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ ถูกกำหนดให้เป็นที่ดินประเภท ก. (วัตถุประสงค์เพื่อสงวนและรักษาเป็นย่านชนบทและเกษตรกรรมริมแม่น้ำนครชัยศรี) และ ย.1 (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อยในเขตเกษตรกรรมริมแม่น้ำนครชัยศรี) ซึ่งหากดำเนินโครงการในพื้นที่ดังกล่าวต่อไป อาจกระทบการก่อสร้างอาคารหอพักผู้ฝึกอบรมเพื่อรองรับผู้พักจำนวนมากตามรูปแบบที่ได้มีการศึกษาไว้ ส่งผลให้ผู้ฝึกอบรมต้องไปพักค้างนอกพื้นที่โครงการ ซึ่งไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ รูปแบบกิจกรรมการฝึกอบรม และประโยชน์ใช้สอยภาพรวม

น.ส.ทวิดากล่าวว่า ขณะเดียวกันการสร้างศูนย์ฝึกอบรมดับเพลิงและกู้ภัยต้องมีการสร้างอาคารบรรยายฝึกอบรม อาคารที่พักอาศัยและ หากมีการสร้างห้องชุดหรือห้องพักตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป พื้นที่ใช้สอย 4,000 ตารางเมตรขึ้นไป จะต้องมีการทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ซึ่งพื้นที่ดังกล่าว ยังไม่มีมีการทำ EIA ดังนั้นจึงไม่ทราบกำหนดเวลาที่แน่ชัดในการจัดทำและหาก ไม่ผ่านความเห็นจากคณะกรรมการ EIA จะทำให้เกิดความเสียหาย แต่ถ้าจะต้องลดจำนวนห้องพักให้เป็นไปตามกฏหมายก็จะไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ผลการศึกษาของโครงการ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ มีการพิจารณาปรับเปลี่ยนพื้นที่ใหม่ ให้มาอยู่ในกรุงเทพฯ และพิจารณาที่ดินของ กทม.ที่มีความเหมาะสม ในเขตหนองจอก จำนวน 78 ไร่ 2 งาน ซึ่งปัจจุบันเป็นศูนย์การเรียนรู้มหานคร หนองจอก สังกัดสำนักงาน ก.ก. และเป็นพื้นที่อยู่ในผังเมืองสีน้ำเงิน (ที่ดินประเภทสถานที่ราชการ) ประกอบกับมีอาคารที่พักผู้ฝึกอบรมอยู่เดิม และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ที่สามารถใช้งานร่วมกันได้
ในส่วนการฟ้องร้องของเอกชนนั้น ต้องไปดูในข้อกฎหมายเพราะยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการยกเลิกโครงการแต่เป็นการย้ายสถานที่ โครงการยังเดินหน้าตามผลการศึกษา การย้ายสถานที่ดำเนินการตาม พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560

ด้าน นายวิศณุกล่าวว่า อยากให้ทำความเข้าใจร่วมกันว่าการดำเนินการของหน่วยงานราชการ อย่าไปดำเนินโครงการก่อนแล้วมาเปลี่ยนสีผังเมืองทีหลัง ขอให้ดู กฎหมายผังเมืองปัจจุบันและดำเนินตาม ประเภทของผังเมืองนั้น พร้อมยืนยันว่า การดำเนินโครงการในพื้นที่ กทม.ใช้งบประมาณน้อยกว่าพื้นที่เดิมและมีความคุ้มค่ามากกว่า
“ผมยังไม่เข้าใจว่าเขาฟ้องอะไรได้บ้าง กทม.ยังไม่มีการเซ็นสัญญา ยังไม่ประกาศผู้ชนะ อย่างไรก็ตามเอกชนรายเดิมสามารถเข้าร่วมการประมูลใหม่ได้ ทุกคนมีสิทธิเข้ามาเสนอราคาได้“ นายวิศณุกล่าว
ด้าน นายธวัชชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า การประกวดราคาโครงการนี้ มีตั้งแต่ปี 2565 ก่อนผู้บริหารชุดนี้จะเข้ามา เอกชนที่ชนะการประกวดราคาในครั้งนั้น ไม่ใช่เอกชนที่ฟ้องร้อง แต่มีการอุทธรณ์โดยผู้เสนอราคารายอื่น จึงส่งเรื่องไปให้กรมบัญชีกลาง กว่าที่กรมบัญชีกลางพิจารณากลับมา ประมาณเดือน ก.ย.65 และจะมีการพิจารณาตัดสินใหม่ว่าผู้ใดจะชนะเป็นผู้ประกวดราคา
“ที่ศูนย์ฝึกอบรมหนองจองเราสามารถนำแบบอาคาร ที่จัดฝึกไปใส่ได้เลย ก็ใช้หอพักเดิมได้ แต่ต้องมีการสร้างหอพักเพิ่มอยู่ดี” นายธวัชชัยกล่าว
ทั้งนี้ ปัจจุบันสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้เสนอขออนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 – 2570 โครงการก่อสร้างศูนย์ฝึกอบรมดับเพลิงและกู้ภัยกรุงเทพมหานคร บริเวณศูนย์การเรียนรู้มหานครหนองจอก ซึ่งได้รับอนุมัติงบประมาณแล้วคาดว่าจะเริ่มโครงการได้ช่วงกลางปี 2568




